เก็บเรื่องมาฝาก
สัมภาษณ์ ดร. เกษียร เตชะพีระ เราจะฝ่าความขัดแย้ง ทางการเมืองไปได้อย่างไร
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ : สัมภาษณ์
ประเวช ตันตราภิรมย์ : ถ่ายภาพ
สำหรับคนที่ติดตามการเมืองไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมาคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า ความขัดแย้งแบ่งขั้วในสังคมไทยเวลานี้ ในที่สุดจะนำไปสู่สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตหรือไม่
ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาได้ทำให้ประชาชนแตกแยกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่ศรัทธาในตัวคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย จากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ และกลุ่มที่เห็นว่าคุณทักษิณเป็นภัยต่อประเทศชาติ จากการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตและข้อกล่าวหาในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน นำโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจนนำไปสู่การเดินขบวนประท้วงรัฐบาลทักษิณหลายครั้ง และจบลงด้วยการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ด้วยเหตุผลสำคัญคือป้องกันไม่ให้ความแตกแยกขัดแย้งรุนแรงจนนำไปสู่การนองเลือด
แต่ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ พรรคพลังประชาชน หรือพรรคไทยรักไทยเดิม ก็ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น โดยเฉพาะผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในภาคเหนือและภาคอีสานพร้อมๆ กับการกลับมาเมืองไทยของคุณทักษิณ ชินวัตร ที่ย้ำเสมอว่าจะยุติบทบาททางการเมือง ขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่าคุณทักษิณอยู่เบื้องหลังพรรคพลังประชาชนและการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่มาโดยตลอด
เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของคุณสมัคร สุนทรเวช ประชาชนทั่วไปก็เชื่อว่าความขัดแย้งที่ทุกฝ่ายเคยมีจะหาทางสมานฉันท์กันได้ ด้วยปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าจากราคาน้ำมันและราคาข้าวของทุกชนิดถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วน่าจะทำให้ทุกฝ่ายละทิ้งความขัดแย้งทางการเมือง หันหน้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนเพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติ
ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะพักรบ คุมเชิงกันชั่วคราว
แต่เพียงไม่กี่เดือนรอยร้าวก็เริ่มปรากฏให้เห็น เมื่อผู้นำรัฐบาลใช้ท่าทีแข็งกร้าวกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตน มีการยึดกุมสื่อไว้ในมือ ย้ายข้าราชการชั้นสูงหลายตำแหน่ง และล่าสุดเมื่อพรรคพลังประชาชนประกาศว่าจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ก็ได้กลายเป็นชนวนและตัวเร่งปฏิกิริยาให้การเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่ายรุนแรงขึ้น
ฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร่งด่วนอ้างว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย มีรากมาจากรัฐประหาร ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ขณะที่ฝ่ายคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเวลานี้เชื่อว่า พรรคพลังประชาชนต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งผ่านการลงประชามติเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่คนเพียงกลุ่มเดียว และกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็รวบรัดตัดตอน ไม่ฟังเสียงของประชาชน
อารมณ์ความไม่พอใจของมวลชนทั้งสองฝ่ายเริ่มคุกรุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ จากความเห็นที่สวนทางกัน ต่างฝ่ายต่างแสดงความไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่ายผ่านสื่อต่างๆ โดยตั้งอยู่บนอคติโกรธเกลียดมากกว่าเหตุผลจนส่อเค้าว่าสถานการณ์อาจจะนำไปสู่ความรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง
แม้แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่เคยออกมาเตือนสติสังคมไทยในเวลานี้ก็ไม่มีใครยอมฟังอีกต่อไป
สังคมไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน
ดร. เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เฝ้าติดตามสถานการณ์การเมืองไทยด้วยความห่วงใย ได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจแก่ สารคดี ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ว่า เราจะฝ่าข้ามไปได้อย่างไร
แสงสว่างตรงปลายอุโมงค์ของสังคมไทยยังพอมองเห็นอยู่
ความขัดแย้งในสังคมไทยขณะนี้ที่มีการแบ่งขั้วเป็นหลายฝ่าย โดยเฉพาะขั้วใหญ่สองขั้วคือขั้วที่เรียกว่าอำมาตยาธิปไตย กับขั้วที่จะเรียกว่าทุนนิยมสามานย์ อาจารย์คิดว่ามีทางไหมที่จะลดการเผชิญหน้าและหาทางออกที่ดีกว่า
ที่ผ่านมาเมืองไทยเผชิญเหตุการณ์แบบนี้มาเป็นระยะ ในแต่ละระยะก็มีความเดือดร้อนวุ่นวายพอสมควร ตัวอย่างระลอกใหญ่ระลอกแรกเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๗ กลุ่มที่เข้ามาคือนายทุนต่างชาติ เจ้าอาณานิคมทั้งหลาย แล้วก็มีกลุ่มคนที่เติบใหญ่ขึ้นมากับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจที่สำคัญคือข้าราชการซึ่งก็คือคนชั้นกลางในสมัยนั้น เมื่อเขาเข้มแข็งในสังคมพอสมควร เขาต้องการส่วนแบ่งอำนาจและผลประโยชน์มากขึ้น เขารู้สึกว่าอำนาจการเมืองแบบเดิมที่อยู่กับศูนย์อำนาจเดิมในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มันไม่สอดรับไม่สนองตอบผลประโยชน์ของเขา ในที่สุดก็ลงเอยเป็นเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕
ระลอกใหญ่ระลอกที่ ๒ คือตอน ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ ซึ่งเหตุที่เกิดก็คือกลุ่มศูนย์อำนาจรัฐราชการเดิมต้องการความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจ อยากให้ประเทศไทยทันสมัยก้าวหน้า การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมก็สร้างคนชั้นกลางแบบที่เกิดในภาคประชาสังคมเมืองขึ้นมา สร้างนิสิตนักศึกษาปัญญาชนขึ้นมา สร้างกลุ่มนายทุนทั้งในกรุงเทพฯ ทั้งในต่างจังหวัด ซึ่งพวกนี้ก็อึดอัดอีกเพราะว่าระบบการเมืองแบบเดิมตีกรอบจำกัดไว้ให้อำนาจเฉพาะข้าราชการอันเป็นมรดกสืบทอดที่พลิกผันเปลี่ยนแปรมาจากสมัย ๒๔๗๕ ผ่านการรัฐประหารช่วง ๒๔๙๐-๒๕๐๑ อีกส่วนหนึ่ง ในเมื่อระบบการเมืองเดิมไม่สนองตอบต่อคนกลุ่มใหม่ที่เกิดขึ้นมา ถึงจุดหนึ่งมันก็ปะทุ ตอน ๑๔ ตุลาผมคิดว่าใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะหาที่ลงตัวให้แก่คนชั้นกลางกับกลุ่มทุนทั้งในหัวเมืองต่างจังหวัดทั้งในกรุงเทพฯ ที่เติบใหญ่ขึ้นมาได้ ในสายตาผมระลอกนั้นยาวนานร่วม ๒๐ ปี จาก ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ กว่าจะจบลงก็คือ เหตุการณ์พฤษภา ๒๕๓๕ แล้วสู้กันหลายรูปแบบมาก ตั้งแต่เดินขบวนประท้วงและลุกฮือขึ้นสู้ในเมือง เผชิญการใช้ความรุนแรง ลอบสังหาร ฆ่าหมู่และรัฐประหารตอน ๖ ตุลา ๒๕๑๙ จนต้องเข้าป่าไปรบแล้ววางอาวุธออกมา และต่อมาก็ชุมนุมประท้วงและลุกขึ้นสู้อีก แต่ในที่สุดผมคิดว่าหลัง ๒๕๓๕ ตกลงได้แล้วว่าการเมืองต้องเปิดขึ้น ต้องมีที่ให้กับกลุ่มนายทุนหัวเมืองชนบทเข้ามาในรูปของพรรคการเมือง ในรูปของนักเลือกตั้ง ต้องมีที่ให้คนชั้นกลางเข้ามาร่วมสมทบในระบบการเมือง ผ่านการปฏิรูปการเมืองผ่านสถาบันต่างๆ
ที่เราเผชิญตอนนี้เป็นระลอกใหญ่ระลอกที่ ๓ ซึ่งเกิดเพราะเราโลกาภิวัตน์เราโลกานุวัตร เราเลือกเอง หรือพูดอีกอย่างว่าชนชั้นนำไทยทางด้านการเมืองเศรษฐกิจเลือกเอง หลังสิ้นสุดสงครามเย็นช่วงพฤษภาทมิฬ เราเลือกแล้วว่าเราจะ globalization เราจะเปิดประเทศรับกลุ่มทุนการเงินต่างชาติต่างๆ เข้ามาอย่างเสรี แล้วเดินตามตรรกะทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนโลก ตรรกะนั้นก็คือเราจะเอาทรัพยากรของเรา เอากำลังแรงงานของเรา เอาสินค้าเกษตรเอาวัตถุดิบต่างๆ พลังงานต่างๆ แปรเป็นสินค้าส่งขายเขา เข้าร่วมในระบบการเงินของโลก เพราะเราเชื่อว่านั่นจะทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เราจะรวย มีความภาคภูมิใจกันมากว่าเราจะเป็นฮับหรือศูนย์กลางต่างๆ กระบวนการนั้นในที่สุดก็สร้างคนกลุ่มใหม่ขึ้นมา คือกลุ่มที่รวยกะทันหันเพราะเชื่อมต่อกับกระแสโลกาภิวัตน์ได้หรือคว้าไว้ทัน ที่สำคัญคือพวกที่โตจากตลาดหุ้น กระแสเงินสากล และไฮเทค พวกดาวเทียมไอทีต่างๆ กับอีกกลุ่มหนึ่งคือคนที่จนจากโลกาภิวัตน์ คือกลุ่มคนที่จะเรียกว่าเดิมอยู่กับเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจพอเพียงก็ได้ จากความเปลี่ยนแปลงแบบโลกาภิวัตน์ทำให้เขาสูญเสียฐานทรัพยากรไป เขาไม่สามารถใช้แม่น้ำใช้ป่าใช้ที่ดินเดิมเพราะมันถูกแปรไปเป็นรีสอร์ตเป็นเขื่อน เขาก็หลุดมา เขาหลุดมาเพราะว่าเขายังชีวิตโดยเป็นคนกึ่งเมืองกึ่งชนบท อยู่ชนบทแบบเดิมก็ไม่ได้เต็มที่เพราะว่าฐานทรัพยากรหมดแล้ว จะเข้าเมืองมาดิ้นรนสู้ก็ไม่สำเร็จไม่ร่ำรวยเพราะขาดการศึกษาขาดทักษะที่ตลาดต้องการ คนสองกลุ่มนี้ในที่สุดเป็นกลุ่มที่ได้รับบทเรียนครั้งสำคัญตอนวิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ บทเรียนที่ว่าก็คือการปล่อยให้อำนาจรัฐอำนาจบริหารจัดการเศรษฐกิจเรื่องการเงินการคลังอยู่ในมือคนอื่นนั้น อาจจะจัดการมันไปในทิศทางที่กระทบผลประโยชน์ของเขาก็ได้ ดังนั้นผลจากวิกฤตเศรษฐกิจ ค่าเงินบาทลดฮวบ หนี้ที่ไปกู้นอกมาเพิ่มเป็นไม่รู้กี่เท่าตัวในเวลาอันสั้น ธนาคารโรงงานร้านรวงปิดตัวล้มละลาย ลูกจ้าง พนักงานตกงานเกลื่อนกลาดต้องดิ้นรนกลับไปหากินในชนบท บทเรียนของคนสองกลุ่มนี้คือเขาต้องมีส่วนแบ่งอำนาจรัฐ เขาต้องขอส่วนแบ่งอำนาจในการจัดการผลประโยชน์จัดการทรัพยากรของประเทศ เพียงแต่ว่าแทนที่เขาจะปฏิวัติแบบคณะราษฎรสมัย ๒๔๗๕ แทนที่เขาจะเดินขบวนลุกขึ้นสู้แบบนักศึกษาคนชั้นกลางตอน ๑๔ ตุลา ผมคิดว่ารูปการณ์ต่อสู้ทางการเมืองของเขาซึ่งมันชอบธรรมในยุคสมัยนี้คือ จัดตั้งพรรคการเมืองแล้วลงเลือกตั้ง ก็มาในรูปพรรคไทยรักไทย เพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ ขอส่วนแบ่งอำนาจรัฐ ต้องการเข้าถึงอำนาจรัฐเพื่อใช้อำนาจรัฐนั้นมาบริหารจัดการความเสี่ยงของเขาในท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจการเมืองโลกาภิวัตน์
ผมคิดว่าในกระบวนการนั้นมันก็ไปกระทบกับอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มที่ครองสังคมเศรษฐกิจการเมืองไทยอยู่ แล้วอำนาจแบบของสมัยรัฐบาลทักษิณก็เป็นอำนาจที่รวบเข้ามาที่ตัวนายกรัฐมนตรี ตัวพรรคไทยรักไทยเยอะ แล้วเข้าไปบริหารจัดการผลประโยชน์กับทรัพยากรของประเทศอย่างค่อนข้างเบ็ดเสร็จ ก็ทำให้มีคนที่รู้สึกไม่มั่นคงถูกคุกคามจำนวนหนึ่ง ได้แก่พวกกลุ่มทุนเก่ากลุ่มคนชั้นกลางทั้งหลาย มันเลยนำมาซึ่งการชุมนุมประท้วงในรูปของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และในที่สุดก็คือรัฐประหารในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙
แต่เลือกตั้งครั้งใหม่ก็กลับมาอีก
มีคำสั่งประกาศ คปค. (คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) มีการตั้งองค์กรต่างๆ เยอะแยะไปหมดเพื่อจะเช็กบิลเล่นงานรัฐบาลทักษิณกับพรรคไทยรักไทย แต่ในที่สุดพอจะเลือกตั้ง ทั้งที่ถูกยุบพรรคไปแล้วเขาก็สามารถรวมกลุ่มเป็นพรรคพลังประชาชนแล้วชนะเลือกตั้งอีกจนได้ ตั้งรัฐบาลอีกจนได้ แล้วก็มีนอมินีเป็นนายกฯ อีกจนได้ ดังนั้นสิ่งที่ควรตระหนักก็คือว่า คุณไม่ได้กำลังดีลกับทักษิณหรือกับกลุ่มของเขาไม่กี่คนที่คุณคิดว่าจะสามารถใช้บางองค์กร บางคำสั่ง บางมาตราในรัฐธรรมนูญ แล้วกันเขาออกไปแล้วเรื่องจะจบ ไม่จบหรอกครับ เพราะสังคมเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแล้ว คนรุ่นใหม่เหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้ว เขาอยู่แล้ว เขามาแล้ว สังคมไทยต้องหาทางอยู่กับความเปลี่ยนแปลงนี้ให้ได้ ไม่ได้แปลว่าต้องชอบ ไม่ได้แปลว่าต้องยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่แปลว่าเราต้องจินตนาการถึงระบอบการเมืองที่มีที่ทางให้คนกลุ่มนี้เข้ามา แล้วหาทางอย่างไรที่เราจะดำรงชีวิตทางการเมืองอยู่ด้วยกันในสังคมไทยได้ จัดสรรแบ่งปันอำนาจ ทรัพยากร ผลประโยชน์ ทิศทางสังคมไทยที่เราจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไม่ต้องฆ่าฟันกัน
ผมรู้สึกว่าการเมืองสองรูปแบบที่ผ่านมา ไม่ว่ารูปแบบที่กลุ่มใหม่ขึ้นมารวบอำนาจหมดแบบในสมัยรัฐบาลทักษิณ กับรูปแบบเพื่อหยุดทักษิณก็ยินดีทำลายระบอบประชาธิปไตยด้วยการรัฐประหาร มันไม่เวิร์กทั้งคู่ ทั้งสองรูปแบบนั้นสังคมไทยจ่ายต้นทุนแพงมากเพื่อหาทางออกจากความพลาดพลั้งจากทางตันทางการเมืองทั้งสองรูปแบบนั้น รูปแบบการเมืองไหนที่จะทำให้พลังทั้งหมดเหล่านี้อยู่ด้วยกันได้ แล้วก็ต่อสู้ขัดแย้งกันต่อไป ? ผมไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องรักกัน สมานฉันท์กันแล้วจบ ไม่นะครับ การต่อสู้ขัดแย้งยังจะมีอยู่ต่อไป แต่เราต้องนึกถึงระบอบที่ทำให้การต่อสู้ขัดแย้งนั้นมันมีกรอบมีกติกา แล้วไม่ต้องลุกขึ้นมาฆ่าฟันและทำร้ายสังคมไทยเองในกระบวนการที่จะโค่นล้างเอาชนะ ระบอบแบบนั้นอาจใช้คำดังที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใช้ว่า "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย" ในความหมายที่ว่ามีวัฒนธรรมการเมืองบางอย่างในสังคมไทยที่อาจไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเอาเข้าจริงรัฐธรรมนูญนั้นถูกฉีกได้แต่คุณฉีกวัฒนธรรมการเมืองไทยไม่ได้ ผมคิดว่าถ้าเราสามารถสร้างหรือรักษารัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยเพิ่มเติมขึ้นมาสัก ๓-๔ มาตรา จะเป็นหลักประกันยิ่งใหญ่กว่าการแก้รัฐธรรมนูญที่กำลังจะแก้กันอยู่ตอนนี้
รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมเพิ่มเติมที่ว่าจะประกอบด้วยอะไรบ้างครับ
รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่ผมคิดว่าพอจะช่วยได้นั้นประกอบด้วย มาตราแรก อย่าใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมือง ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายใช้และอ้างสถาบันกษัตริย์ทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามเหมือนกัน ไม่ว่าฝ่ายพันธมิตรฯ หรือฝ่ายคุณทักษิณ ด้วยน้ำหนักด้วยจังหวะที่อาจจะต่างกันบ้าง ผลคืออะไร ? ผลคือว่าพอคุณอ้างสถาบันกษัตริย์เข้ามาอยู่ข้างคุณทางการเมือง คุณขยายความขัดแย้ง เพราะว่าสถาบันกษัตริย์มีสถานะพิเศษในสังคมไทย เป็นสถาบันที่เป็น "ของชาติ" หรือของคนไทยทุกคน พอคุณดึงลงมาแล้วบอกว่าอยู่ข้างคุณในความขัดแย้งทางการเมืองนี้ คุณกำลังขอให้สถาบันกษัตริย์ซึ่งเลือกข้างไม่ได้ให้เลือกข้าง คุณกำลังทำให้สถาบันกษัตริย์ซึ่งควรจะเป็นของคนไทยทุกคนในชาติ กลายเป็นของคนไทยบางคนบางฝ่าย และไม่เป็นของคนไทยบางคนบางฝ่าย มันทำให้ความขัดแย้งขยายใหญ่ แล้วการประนีประนอมเกิดขึ้นยาก มันทำให้มีข้ออ้างที่จะใช้ความรุนแรงในการทำลายฝ่ายตรงข้าม บางคนที่ถูกหาว่าเป็นศัตรูของสถาบันกษัตริย์ก็ถูกมองว่าเป็นศัตรูกับชาติ
มาตราที่ ๒ อย่าดึงกองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมือง กรณีที่เกิดขึ้นคือเมื่อขัดแย้งกันไปถึงจุดหนึ่งแล้วหาทางออกไม่ได้ ดุลกำลังการเมืองก้ำกึ่ง ก็หันไปดึงกองทัพเข้ามาแล้วใช้กำลังอาวุธตัดสินความขัดแย้ง ปืนชนะ ทำเช่นนั้นอันตราย เพราะเอาเข้าจริงคุณไม่ได้ชนะทางการเมือง ทันทีที่ทหารเก็บปืนถอนตัวกลับเข้ากรมกองเกิดอะไรขึ้น ? การเมืองก็พลิกอีก แล้วมันสร้างแบบอย่างที่น่ากลัวขึ้นมา คุณมีหลักประกันอะไรว่าถ้าคุณดึงกองทัพดึงทหารเข้ามาเกี่ยวข้องในความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งมีลักษณะโครงสร้างซึ่งมีลักษณะระยะยาวแบบนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ทำลายล้างบางคนแล้วจบ ไม่ นี่เป็นเกมยาว แล้วคุณดึงทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง คุณรู้แน่ได้อย่างไรว่าทหารจะไม่แตกแยกหรือกระทั่งจับปืนยิงกันเองเข้าสักวันหนึ่ง
มาตราที่ ๓ และ ๔ ไปด้วยกัน ผมคิดว่าบทเรียนที่เราได้ก็คือว่า ในช่วงที่กลุ่มพลังทางการเมืองต่างๆ ต่อสู้กัน สิ่งที่เขาทำลายไป สิ่งที่เขาใช้เพื่อเป็นพื้นที่ เป็นอุปกรณ์ในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม คือพื้นที่เสรีภาพกับพื้นที่ประชาธิปไตยของประชาชน พื้นที่สิทธิเสรีภาพ หมายถึงสิทธิเสรีภาพในร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สิน สิทธิเสรีภาพในการรวมตัวและแสดงออกของประชาชนพลเมือง แต่แล้วเพื่อขจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง คนเหล่านี้พร้อมจะเหยียบย่ำทำลายพื้นที่นี้ เล่นงานสื่อ เล่นงานคนที่มาประท้วงต่อต้านคุณ ในแง่กลับกัน กรณีพื้นที่ประชาธิปไตย เพื่อจะกำจัดกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง พวกเขาก็พร้อมที่จะหยุดการเลือกตั้ง หยุดการปกครองในระบอบรัฐสภา ซึ่งมันอันตรายมากถ้าทำลายสองพื้นที่นี้ เพราะพื้นที่สองพื้นที่นี้เป็นหลักประกันว่าความขัดแย้งจะอยู่ในกรอบ ความขัดแย้งจะมีที่ยุติ มีเกมที่เปิด มีการจบเกมเพื่อเล่นเกมใหม่ แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่เคารพพื้นที่สิทธิเสรีภาพ ไม่เปิดโอกาสให้คนโต้แย้งกับผู้มีอำนาจไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจ-ซึ่งผมอยากจะบอกว่าเร็กคอร์ดของทั้งสองฝ่ายแย่ทั้งคู่ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ สมัยรัฐบาลทักษิณ ไปถามพวกสื่อมวลชนก็ได้ ไปถามพันธมิตรฯ ก็ได้ว่าโดนอะไรเข้าไปบ้าง สมัย คปค. สมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ คปค. กับรัฐบาลสุรยุทธ์ก็โดนควบคุมตัว ก็ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ ไปถามพวก นปก. (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ) ก็ได้-พอคุณทำแบบนี้เกิดอะไรขึ้น มันก็เท่ากับคุณไล่เขาลงใต้ดินไปใช้วิธีการต่อสู้รุนแรงนอกระบบ แทนที่คุณจะเปิดพื้นที่สิทธิเสรีภาพให้ความขัดแย้งต่อสู้กันทางความคิดการเมือง ต่อสู้กันทางนโยบายอย่างเปิดเผยในกรอบกติกา แล้วรักษาพื้นที่ประชาธิปไตยไว้ตัดสินผ่านเสียงข้างมากในการเลือกตั้งว่าในเกมนี้ใครชนะ แปลว่าคนแพ้จบเห่ไหม ? ไม่ คนแพ้ก็สู้ต่อเพื่อลงเลือกตั้งครั้งหน้า อาศัยกฎเกณฑ์กติกาเท่าที่มีต่อต้านคะคานเสียงข้างมาก ถ้าเราทำลายหลักประชาธิปไตยลงไป เราไม่ยอมให้เกมยุติที่เสียงข้างมาก มันก็ไม่มีที่ยุติ และเพราะเราไม่ยอมให้มีที่ยุติไม่ใช่หรือ ทุกวันนี้มันก็เลยเล่นเราต่อ
ดังนั้นถ้ารักษา ๔ มาตรานี้ไว้ได้ รักษาพื้นที่สิทธิเสรีภาพ รักษาพื้นที่ประชาธิปไตย ขัดแย้งกันภายในสองพื้นที่นี้ อย่าเอาสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง อย่าเอาทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ผมคิดว่าในที่สุดสังคมไทยคงจะเจอทางออกว่าเราจะใช้สูตรการเมืองไหนที่เราจะอยู่ร่วมกันได้ จะเขียนรัฐธรรมนูญออกมาอย่างไรที่ทำให้พลังของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นมาจากโลกาภิวัตน์ กลุ่มทุนใหญ่ กลุ่มคนชายขอบ กับกลุ่มอำนาจเก่า กลุ่มคนชั้นกลาง อยู่ร่วมกันได้ในสังคมไทย
ในรัฐบาลชุดนี้ปัจจุบันได้พยายามทำในสิ่งนี้บ้างหรือเปล่า
ผมเกรงว่าในแง่ของพื้นที่สิทธิเสรีภาพไม่ใช่แบบนั้น หลังจากขึ้นสู่อำนาจไม่นานก็เริ่มมีกรณีพยายามจะเข้าไปช่วงชิงใช้สื่อเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพในการออกความเห็นของฝ่ายค้านปรากฏขึ้น หรือการไม่ประกันสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นต่างของคนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ ถ้าเราไม่ประกันอันนี้ก็จะเกิดเหตุประเภทมีคนที่ชุมนุมและมีคนที่มาล้อมการชุมนุม และมีคนที่ถูกทำร้ายเพราะไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดขึ้นไม่สิ้นสุด แล้วมันก็ทำให้ความบาดหมางเจ็บแค้นลุกลามบานปลาย รัฐบาลมีหน้าที่ค้ำประกันสิทธิเสรีภาพของคนไทยทุกคน ทั้งคนที่เห็นด้วยและคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เพราะมันจะช่วยประกันไม่ให้เกิดความรุนแรง ในแง่การยืนยันหลักการประชาธิปไตยรัฐบาลชุดนี้ก็มั่นคงนะครับ เพราะว่าอำนาจเขาได้มาจากการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก แต่ในแง่การรักษาพื้นที่สิทธิเสรีภาพผมเกรงว่ารัฐบาลชุดนี้อาจจะอดทนอดกลั้นไม่มากพอ แล้วการใช้อำนาจจัดการกับคนที่เห็นต่างมันก็ผลักให้ความขัดแย้งซึ่งแทนที่จะทำกันอย่างเปิดเผยสันติ เข้าไปสู่จุดที่ต้องใช้กุศโลบายเล่ห์กลใต้ดินมากขึ้น
ในแง่ของสิทธิเสรีภาพผมคิดว่าผู้ที่มีอำนาจจากการเลือกตั้งควรต้องเข้าใจ เพราะไม่แน่หรอกนะครับว่าสักวันหนึ่งเสียงข้างมากของคุณจะกลายเป็นเสียงข้างน้อยในสภา เกมประชาธิปไตยก็เป็นอย่างนี้ มันคือเกมที่เสียงข้างมากชนะ แล้วเสียงข้างน้อยมีสิทธิที่จะเถียงต่อจนกว่าเปลี่ยนใจเสียงข้างมากได้ คุณไม่มีสิทธิ์ไปปิดปากเสียงข้างน้อย เสียงข้างน้อยไม่มีสิทธิ์ยึดอำนาจแล้วทำลายมติเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างน้อยมีสิทธิ์เถียงต่อ และต้องประกันต้องเคารพสิทธิเสรีภาพในการเถียงของเขาจนกว่าเปิดเกมใหม่ ซึ่งก็ไม่แน่เขาอาจจะกลายเป็นฝ่ายชนะในเกมใหม่นั้นก็ได้ ถ้าเขาชนะ คุณก็กลายเป็นเสียงข้างน้อย ถึงตอนนั้นคุณก็คงจะคิดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ดังนั้นไม่เพียงเฉพาะพื้นที่ประชาธิปไตย แต่พื้นที่สิทธิเสรีภาพก็ต้องให้ความสำคัญ ทั้งสองอย่างนี้ต้องไปด้วยกัน การบอดต่ออันใดอันหนึ่งนั้นเป็นปัญหาสำหรับการเมืองไทย
สี่ข้อนี้คือสิ่งที่อาจารย์คิดว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขความขัดแย้งในสังคมไทย แล้วสถานการณ์ ณ วันนี้มีความเป็นไปได้ไหมครับที่ ๔ ข้อนี้จะเกิดขึ้นได้
ไม่สนิทใจทีเดียวนะครับ เพราะผมคิดว่ามันไม่สิ้นสุด เรื่องสิทธิเสรีภาพก็เริ่มมีการใช้อำนาจรัฐที่ได้มาจากเสียงข้างมากผ่านการเลือกตั้งเข้าไปจำกัดจำเขี่ยสิทธิเสรีภาพของเสียงข้างน้อยมากขึ้น ในแง่ของการดึงเอาสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองก็เริ่มมีการกล่าวหาแจ้งความกันในแวดวงการเมืองและสื่อมวลชนว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่ได้แปลว่าคดีหมิ่นไม่มีพื้นมูลเลยนะครับ แต่ผมมีความรู้สึกว่าที่ผ่านมามีการใช้คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในทางการเมืองมากขึ้น เพราะโครงสร้างกฎหมายอย่างที่เป็นอยู่มันง่ายเกินไป ได้มีข้อเสนอแนะจากนักนิติศาสตร์และองค์กรสิทธิเสรีภาพต่างๆ ว่าเป็นไปได้ไหมที่จะมีกระบวนการพิจารณาตรวจสอบ เช่น มอบหมายให้บางหน่วยงานกลั่นกรองเสียก่อน เมื่อไรที่มีการกล่าวอ้าง ลำเลิกขึ้นมาว่าจะฟ้องกันในคดีทำนองนี้ ให้นำเสนอผ่านการกลั่นกรองเสียก่อนว่ามีน้ำหนักหลักฐานพอไหม ไม่ใช่เป็นการฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งกันทางการเมือง มีกระบวนการกลั่นกรองพอสมควรเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างสถาบันกษัตริย์
กับความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจไปเกี่ยวพันกับคนที่ถูกฟ้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คือคุณต้องคิดถึงใจคนนะครับ พอคนคนหนึ่งถูกฟ้องว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทันทีที่คนไทยทั่วไปหรือสาธารณชนได้ยินเช่นนั้นก็จะมีความรู้สึกรุนแรง มีความรู้สึกเซนซิทิฟ แล้วก็อาจจะยากที่จะรับฟังเสียงคนคนนั้น อาจโน้มเอียงที่จะเชื่อว่าคนคนนั้นมีความผิด หรือด่วนปรักปรำตัดสินคนคนนั้นล่วงหน้า มันจึงเป็นช่องโหว่ช่องว่างให้คนที่เป็นศัตรูกันทางการเมืองหยิบฉวยไปฟ้องร้องกันได้ง่ายๆ ผมคิดว่าเราต้องหาทางป้องกันเรื่องเช่นนี้ ป้องกันยังไงผมไม่รู้ แต่ผมคิดว่าเราต้องหาทางวางระยะห่างให้มากขึ้นระหว่างคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับความขัดแย้งทางการเมืองให้ได้ ไม่เช่นนั้นสถาบันกษัตริย์จะถูกดึงลงมาเกี่ยวพันกับความขัดแย้งทางการเมือง และเป็นอันตรายต่อการเมืองไทยทั้งหมด มันจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง
ในแง่ทหารก็เบาบางลงไปบ้าง แต่ผมคิดว่ากองทัพไม่ได้ลอยพ้นจากสังคมไทยเสียเลยทีเดียว ความขัดแย้งในสังคมความขัดแย้งทางการเมืองย่อมมีผลกระทบต่อกองทัพ ดังนั้นการที่สังคมไทยถกเถียงกัน อย่างในกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตอนนี้ มีฝ่ายที่เห็นว่าควรแก้บางมาตรา มีฝ่ายที่เห็นว่าควรแก้ทั้งฉบับ มีฝ่ายที่เห็นว่าห้ามแก้ ถ้าแก้แล้วถือว่าแก้เพื่อตัวเอง ไม่คิดหรือครับว่าทหารในกองทัพก็ได้ยินข้อถกเถียงเหล่านี้ ไม่คิดหรือครับว่าทหารในกองทัพก็ไม่ได้เห็นเหมือนกันไปหมด
ผมคิดว่าเราไม่สามารถจินตนาการถึงการเมืองไทยที่กองทัพไทยมีความคิดทางการเมืองเป็นเอกภาพอีกต่อไปแล้ว เราจะพบความเป็นจริงว่าในกองทัพมีทัศนะต่อการเมือง ต่อความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นแตกต่างหลากหลายกัน ซึ่งไม่เป็นปัญหาตราบเท่าที่ทหารแต่ละคน ผู้บังคับบัญชาแต่ละคน แสดงบทบาททางการเมืองเท่ากับพลเมืองไทยคนหนึ่ง คือเรามีสิทธิ์ one man one vote หรือออกความคิดเห็นในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่งเท่ากัน แต่อันตรายถ้าเกิดว่าในฐานะผู้ที่กุมอาวุธแล้วเอาอำนาจการกุมอาวุธของเขาเข้ามาเกี่ยวพันกับความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกับตน
นักวิชาการบางท่านบอกว่าถ้าเกิดความขัดแย้งในสังคมจนกระทั่งถึงขั้นนองเลือด ทหารก็จำเป็นต้องออกมาเพื่อยุติการนองเลือด
ทหารออกมาอาจจะทำให้ความรุนแรงเฉพาะหน้าลดลง แต่ว่าเป็นการเพาะเมล็ดความรุนแรงให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะนั่นแปลว่าทหารเข้ามาร่วมในคู่ความขัดแย้งแล้ว ขอให้นึกดูนะครับ แน่นอน คปค. เข้าใจตัวเองตอนที่ทำรัฐประหารว่าออกมายุติความขัดแย้งทางการเมืองไม่ให้รุนแรงกว่านั้น แต่ผมขอถามว่าหลังจากรัฐประหาร ๑ ปี ภาพพจน์ของทหารเป็นกลางทางการเมืองมากขึ้นหรือน้อยลง ? ชาวบ้านมีลักษณะที่แบ่งกลุ่มต่อต้านทหารมากขึ้นหรือน้อยลงกว่าเดิม ? ผมเกรงว่ามันมากขึ้น ผมเกรงว่าการปะทะกันทางการเมืองระหว่างกองทัพในฐานะสถาบันกับกลุ่มประชาชนที่มีความคิดทางการเมืองที่ต่างออกไปมากขึ้น ดังนั้นกลายเป็นว่า ๑ ปีที่ผ่านมาทหารเข้ามาพัวพันนัวเนียกับความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แล้วในรูปการณ์ของคนที่ถืออาวุธเข้ามาด้วย ผมคิดว่าเอาเข้าจริงกองทัพไม่เป็นเอกภาพทางการเมืองแล้ว ความฝันที่ว่าทหารทุกคนจะคิดเหมือนกันเป็นไปไม่ได้ ทหารคิดต่างกันทางการเมือง ประเด็นอยู่ตรงเราจะทำอย่างไรให้ความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันของทหารซึ่งย่อมมีเป็นธรรมดาไม่ไปพัวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองจนนำไปสู่การใช้กำลังอาวุธเข้าห้ำหั่นกัน ? ต้องแยกสองอันนี้ออกจากกันให้ได้ การแยกสองอันนี้ออกจากกันก็คือการเป็นทหารอาชีพ อาชีพทหารในฐานะผู้ป้องกันประเทศจากภัยคุกคามข้างนอกและจากภัยความมั่นคงภายใน แต่ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น
แม้ว่าทหารจะเข้ามาระงับเหตุอะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าที่สำคัญคือกระบวนการทางการเมืองปรกติมันต้องเดินหน้าต่อไป แต่การแทรกแซงทางการเมืองของทหารในระยะ ๑ ปีกว่าที่ผ่านมามันหยุดกระบวนการทางการเมือง มันหยุดแล้วหักเหกระบวนการทางการเมือง จัดโครงสร้างกระบวนการทางการเมืองใหม่ ท่ามกลางความพอใจของบางฝ่ายและความไม่พอใจของบางฝ่าย เพราะเหตุนั้นมันเลยทำให้ทหารเข้ามาพัวพันกับความขัดแย้งทางการเมือง
ผมไม่อยากให้พูดคำว่านองเลือดกันอย่างมักง่าย เหมือนกับไม่ต้องคิดมาก สังคมไทยไม่ควรจะต้องนองเลือด แล้วเราก็เห็นกันอยู่ไม่ใช่หรือว่าไม่ว่าจะนองเลือดหรือไม่ ความขัดแย้งมากมายหลายแหล่ที่เรามี ก็ใช่ว่าจะแก้ไขได้ เพราะหลายเรื่องมันเกี่ยวพันกับอะไรที่ใหญ่กว่าประเทศเราด้วยซ้ำ ความขัดแย้งที่เกี่ยวกับเรื่องวิกฤตการเงินซึ่งตอนนี้มันเกี่ยวกับอเมริกาเกี่ยวกับไอเอ็มเอฟเกี่ยวกับเวิลด์แบงก์เกี่ยวกับระบบการเงินโลก ความขัดแย้งในเรื่องวิกฤตอาหารซึ่งตอนนี้เกี่ยวพันกับภาวะอาหารแพงและพลังงานแพงทั่วโลก เกี่ยวพันกับแนวทางพัฒนาการเกษตรและเศรษฐกิจการค้าของนานาชาติที่ผ่านมา ความขัดแย้งในเรื่องพลังงานมันเกี่ยวกับราคาน้ำมันโลกแพง เกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำมัน ทรัพยากรน้ำมันทั่วโลก แล้วยังความขัดแย้งเรื่องภาวะโลกร้อนอีก ...ไม่ต้องห่วงนะครับ มันมีความขัดแย้งจำนวนมากซึ่งคนไทยประเทศเดียวไม่มีปัญญาแก้หรอก ถ้าเราจะแก้เราต้องร่วมมือกับชาติอื่นๆ ทั้งหลายในโลก เชื่อผมเถอะ ดังนั้นท่ามกลางความขัดแย้งท่วมหูท่วมหัวทั้งหลายแหล่นี้ ถ้าเอะอะอะไรก็จะเอาแต่นองเลือด ผมคิดว่าไม่มีเลือดพอให้เรานองหรอก ความขัดแย้งเหล่านั้นเราแก้ไม่ได้ต่อให้เราตีกันแหลกก็ตาม เพราะความขัดแย้งเหล่านั้นมันใหญ่เกินวิสัยที่เมืองไทยจะแก้ประเทศเดียว ฉะนั้นกับความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศซึ่งยังพอจะอยู่ในวิสัยที่เราแก้ได้ แต่ถ้าเราต้องฆ่ากันทุกครั้งที่เราจะแก้มัน แบบนั้นจะไหวหรือ ?
แล้วทางออกของความขัดแย้งในสังคมคืออะไร
พูดให้ถึงที่สุดคือเราต้องสามารถให้อภัยกันได้ ตอนที่เกิดปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ขึ้นใหม่ๆ ไม่นานนักก็มีผู้สูญเสียทั้งสองฝ่าย มีแม่ของทหารตำรวจที่ถูกผู้ก่อความไม่สงบทำร้ายฆ่าฟัน มีแม่ชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูซึ่งลูกหรือสามีเขาจะใช่ผู้ก่อความไม่สงบหรือเปล่าไม่ทราบแน่ แต่ว่าบางทีถูกเจ้าหน้าที่จับ ถูกยิงเสียชีวิต ถูกอุ้มหายไป อย่างน้อยเท่าที่ทางการยอมรับก็เกือบ ๒๐ คน ผมเคยคุยกับอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ว่าเราควรจะให้แม่
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
- ความเสี่ยงต่ออาการหัวใจวายเฉียบพลันของคุณคืออะไร?
- ธงชัย วินิจจะกูล : ทางออกธรรมดาๆ ที่ตรงไปตรงมา
- ท่องเที่ยวไฮซีซั่นกระทบครึ่งปีหลังทรุด เหตุรัฐ-พธม.ตีกัน
- ลุ้น"คมนาคม"ขยับค่าตั๋วบินในปท. ปลดเพดานราคาขึ้น10บ./ก.ม.แอร์ไลน์ได้เฮต.ค.นี้
- เกษียร เตชะพีระ: ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตรฯ
เงื่อนไขในการใช้บริการ
เว็บไซท์เปิดให้ทุกท่านตั้งหัวข้อกระทู้ เพื่อสอบถามความคิดเห็น จากเพื่อนสมาชิกท่านอื่นมีเงื่อนไข คือ- เว็บบอร์ดมีการบันทึกข้อมูลผู้ใช้งาน มีระบบบันทึกไอพี ซึ่งสามารถสืบค้นไปยังผู้เขียนข้อความได้ กรุณาระมัดระวังในการเขียนข้อความซึ่งอาจก่อผลร้ายต่อตนเองและผู้อื่น
- กระทู้ที่สมาชิกตั้งหรือข้อความที่ท่านแสดงความคิดเห็น จะแสดงผลทันทีหลังการโพสต์ เว้นแต่ในกรณีที่มีความจำเป็น ข้อความที่โพสต์อาจจะไม่ขึ้นโดยอัตโนมัติ ( สมัครสมาชิกคลิกที่นี่ )
- ขอสมาชิกให้ความเคารพต่อสิทธิของผู้อื่นและตนเองในการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
- ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ หรือ สิ่งอื่นใดที่เขียนหรือนำเข้าโดยสมาชิกแต่ละท่าน เป็นการแสดงความคิดเห็นของท่านเหล่านั้น ไม่ใช่มุมมองและความคิดเห็นของเว็บนี้ ทางเว็บไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ กรุณาใช้วิจารณญาณและดุลยพินิจ
- หากเนื้อหา หรือ ข้อความใดๆ ที่ท่านคิดว่าไม่เหมาะสม ท่านสามารถแจ้งลบได้ ทางทีมงานจะพิจารณาเพื่อลบข้อความเหล่านั้น ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทางเว็บขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยตรวจสอบดูแล
- ผู้ดูแลเว็บไซท์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบข้อความใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความหายต่อบุคคลอื่น พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ท่านทราบ
เนื่องจากความคิดเห็นที่แสดงด้านบนถูกส่งขึ้นโดยอัตโนมัติจากผู้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เจ้าของเว็บไซท์ ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ หากข้อความในกระทู้ พาดพิงบุคคลอื่นในทางเสียหาย และหากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม โปรดแจ้งทีมงานโดยด่วน เพื่อดำเนินการต่อไป
แจ้งลบหัวข้อ