หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

ข่าวเอ็นซีที

เสาไฟ 22 เมตรไม่มีข้อยุติ เตรียมนัดประชุมใหม่, ไฟฟ้าเสนอ 4 ทางเลือก แต่ยังยืนยันเสาสูงเหมาะสุด

by NathonCity @May,06 2008 23.16 ( IP : 118...50 ) | Tags : ข่าวเอ็นซีที , ไฟฟ้า
photo  , 600x400 pixel , 87,468 bytes.

เอ็นซีที - 6 พฤษภาคม 2551 : ประชุมเสาไฟเหงา  ชาวบ้านร่วมประชุมไม่ถึง 100 โวยประชาสัมพันธ์ไม่ถึงและสับสนการเลื่อนวันประชุม    ด้านไฟฟ้ายันไม่ทำอะไรอีก 2 ปีไฟไม่พอ อาจต้องปันส่วนใช้ไฟ  เสนอทางเลือก ปักเสา มุดดิน หรือ ดำน้ำ  ผู้ร่วมประชุมสงสัย มีธงคำตอบหรือเปล่าว่าต้องปักเสา  ถามคำถามเดิมลงทุนให้สมุยไม่ได้บ้างหรือไง


วันนี้เวลาประมาณ 13.00 น. นายดำริห์ บุญจริง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน  การก่อสร้างสายส่งระบบไฟฟ้าเกาะสมุย 2 (บ้านแม่น้ำ) และการก่อสร้างสายส่งระบบ 155 kV โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค  มีเจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ร่วมชี้แจง โดยมีผู้สนใจเข้ารับฟังบางตา


เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า ความสามารถในการจ่ายไฟของสถานีไฟ้ฟ้าเกาะสมุยที่บ้านพังกา ไม่สามารถรองรับได้เกินปี 2553 เพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของเกาะสมุย จึงจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าแห่งที่ 2  บริเวณบ้านแม่น้ำ  และต้องสร้างระบบสายส่งวงจรใหม่เพื่อเชื่อมสถานนีไฟฟ้าทั้งสองเข้าด้วยกัน  โดยตามแผน กฟภ.จะปักเสาไฟฟ้าขนาดความสูง 22 เมตร ระยะรวมประมาณ 30 กม. จากบ้านพังกา ผ่านหัวถนน ละไม ไปยังสถานีไฟฟ้าดังกล่าว 


ซึ่งการสร้างระบบสายส่งชุดใหม่ที่ต้องใช้เสาไฟสูง 22 เมตรนั้น ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากติดขัดกฎกระทรวงฉบับที่ 59  ซึ่งกำหนดความสูงของสิ่งก่อสร้างไว้ไม่เกิน 12 เมตร  อีกทั้งมีผลกระทบต่อชุมชนในหลายด้าน  จึ่งได้จัดประชุมชี้แจงข้อมูลในวันนี้


โดยทางเลือกในการเดินสายส่งที่ กฟภ. นำเสนอในที่ประชุม ประกอบด้วย การปักเสาไฟฟ้าขนาด 22 เมตร (มีให้เลือก 2 เส้นทาง), การฝังดิน และ การลากเคเบิลใต้น้ำไปขึ้นที่สถานีแม่น้ำโดยตรง  ซึ่งเมื่อคำนึงถึงเรื่องระยะเวลา งบประมาณ และข้อจำกัดอื่นๆแล้ว การปักเสาเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด


สำหรับคำถามที่ว่า การดำเนินการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมการสำหรับจ่ายไฟให้เกาะพะงันหรือไม่  กฟภ. ยืนยันว่า กรณีนี้ไม่เกี่ยวกับเกาะพะงัน แต่เป็นปัญหาของเกาะสมุยเอง


ผู้เข้าร่วมประชุมได้ตั้งคำถามและข้อสังเกต ในประเด็นเรื่อง การจัดประชุม ที่ขาดการประชาสัมพันธ์ทำให้มีผู้เข้าร่วมประชุมน้อยมาก  อีกทั้งการเลื่อนกำหนดการประชุมก็ไม่ได้แจ้งให้ประชาชนทราบในเวลาอันเหมาะสม  รวมถึงเอกสารชี้แจงข้อมูลก็ไม่ได้นำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก


นอกจากนั้น ยังได้ตั้งข้อสงสัย ถึงการขัดกันในการตอบคำถามเรื่องการจ่ายไฟให้เกาะพะงัน เพราะข้อมูลที่นำเสนอในที่ประชุมแต่ละครั้งไม่ตรงกัน 


โดยประเด็นสำคัญที่ผู้ร่วมประชุมให้ความสนใจ คือ เรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการปักเสาไฟฟ้า 22 เมตร และ กฟภ. ได้พิจารณาทางเลือกอื่นๆ อย่างรอบคอบหรือไม่  หรือมีธงคำตอบไว้ก่อนหน้าว่าต้องใช้เสา 22 เมตร  การดำเนินโครงการใดๆ ในเกาะสมุย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำรายได้ให้ประเทศไม่ต่ำกว่าปีละหมื่นล้าน ควรคำนึงถึงผลกระทบอื่นๆด้วย อย่ามองที่ต้นทุนโครงการอย่างเดียว


และได้ขอให้ทาง กฟภ. หาทางออกของปัญหานี้ร่วมกัน โดยต้องอยู่บนพื้นฐานของการนำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้  และนำเสนอทางออกของปัญหาที่รอบด้าน  หากติดขัดเรื่องงบประมาณก็ขอให้ชี้แจงว่าต้องการการสนับสนุนอย่างไร  ต้องการความช่วยเหลือจากท้องถิ่น อบจ. จังหวัด หรือ ททท. อย่างไรบ้าง


ซึ่งการประชุมในวันนี้ไม่ได้ข้อยุติ  และจะมีการจัดประชุมอีกครั้ง  โดยก่อนออกจากที่ประชุม นายดำริห์ บุญจริง รองผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ยืนยันว่า จะไม่มีการดำเนินการใดๆ จนกว่าจะได้ข้อยุติไปในทางเดี่ยวกัน



โหลดเอกสารได้ที่นี่


- ข้อมูลที่นำเสนอในที่ประชุม


Comment #1
Posted @May,07 2008 22.31 ip : 118...140

ไฟนะก็อยากใช้ แต่เสาไฟไม่อยากเอา น่าจะจัดการได้นา ลองขอให้ส่วนกลางช่วยก็ได้ เก็บทางเลือกเสาไฟฟ้าไว้เป็นอันสุดท้ายดีกว่า ลองทางอื่นๆก่อน เทศบาล สมาคมต่างๆ ธุรกิจ ถ้าช่วยกันพูดช่วยกันฟันธงว่า หาทางอื่นเพื่อให้สมุยมีไฟพอ  โดยไม่เอาเสาไฟสูงๆ เขาก็น่าจะรับฟังนะ

Comment #2
Posted @May,07 2008 23.50 ip : 118...172

ไม่เข้าทางก็ว่ากันใหม่ เออแบบนี้มีจริงด้วย

ประชาพิจารณ์ ทำแล้ว ทำอีกก็ได้ ไม่ผิดกติกา โดย สร อักสรสกุล aksornskul@hotmail.com  มติชนรายวัน  วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9512


ไม่ทราบว่าทำไมผู้ที่มีอำนาจในการสั่งให้ทำประชาพิจารณ์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ.2539 (ที่ออกมาตั้งแต่นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรีและทางราชการยังใช้ระเบียบนี้กันมาถึงปัจจุบัน)

ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องจึงมักพูดกันว่า ได้มีการทำประชาพิจารณ์เรื่องนี้กันไปแล้วไม่ควรมาทำอีก ในทำนองนี้อยู่เสมอ

เพราะจริงๆ แล้วตามระเบียบที่ว่านี้ การทำประชาพิจารณ์จะทำมากกว่า 2 ครั้ง ก็ได้ ไม่ใช่ว่าทำแล้วจะทำอีกไม่ได้

การประชาพิจารณ์ (Public hearing) เป็นรูปแบบหนึ่งของการดำเนินกิจกรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นทางการ ตามระเบียบสำนักนายกฯ ดังกล่าว มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประชาพิจารณ์ มีการประกาศเชิญชวนให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย(Stakeholders) เข้าร่วมประชาพิจารณ์ มีการลงทะเบียนเพื่อการเข้าร่วมประชาพิจารณ์ ซึ่งที่ผ่านมาเรานำวิธีการนี้มาใช้โดยไม่ถูกขั้นตอนนัก

กล่าวคือ การทำประชาพิจารณ์จะต้องทำเพื่อการเสนอโครงการ (Project proposal) ไม่ใช่ทำเพื่อการตัดสินว่า จะทำโครงการนั้นๆ (Project approval) ที่ผ่านมาการทำประชาพิจารณ์ทั้งที่บ่อนอก หินกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน และที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา กรณีท่อก๊าซไทย-มาเลย์ เป็นการดำเนินการที่ผิดขึ้นตอนและวิธีการของการทำประชาพิจารณ์ทั้งสิ้น เพราะนั่นเป็นการดำเนินการในรูปแบบคล้ายกับการทำประชามติ(Referendum) ทำให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่พอใจจึงกลายเป็นการประชาวิวาท(Public fighting) ไปในที่สุด

ซึ่งทั้งสองกรณีภาครัฐโดยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ. 2539 เพียงแต่ขั้นตอนในการดำเนินการตามระเบียบดังกล่าวยังไม่ถูกต้องตามกระบวนการ ของการทำประชาพิจารณ์หรือการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

ซึ่งจะต้องให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ยังไม่มีการทำสัญญาใดๆ กับใครทั้งสิ้น

ประชาพิจารณ์ ถือเป็นวิธีการหนึ่งของการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับการ "ปรึกษาหารือ"(Public consultation)

นั่นถือผลสรุปจากการประชาพิจารณ์จะใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในโครงการเท่านั้น นอกจากผลของการประชาพิจารณ์แล้ว ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจควรใช้ข้อมูลด้านอื่นๆ ประกอบการตัดสินใจด้วย

มีข้อสังเกตว่าประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งเป็นเพียงวิธีการหนึ่ง ของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ก่อนกฎหมายที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรง เพราะ กฎหมายในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ประกาศใช้ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2540 ซึ่งได้บัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้หลายมาตรา โดยเฉพาะมาตรา 56 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และมาตรา 290 หมวด 9 การปกครองส่วนท้องถิ่น

ถึงแม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะพยายามอ้างถึงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ได้ประกาศไว้ชัดเจนแล้วเมื่อก่อนเข้ามาบริหารประเทศว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยการนำเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เป็นนโยบายหนึ่งของรัฐบาลนี้ และดื้อดึงที่จะดำเนินการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ต่อไป ถึงแม้จะมีเสียงคัดค้านมากมายก็ตาม ซึ่งดูเหมือนจะผิดกับหลักการของการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ซึ่งในที่นี้คือพนักงานทุกคนของ กฟผ.และประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าอีกจำนวนมากมาย จึงทำให้เกิดการรวมตัวกันประท้วงการแปรรูปกันขึ้นมา

เมื่อปีสองปีที่ผ่านมา ในช่วงของรัฐบาลนี้ อย่างน้อยรัฐวิสาหกิจ 2-3 แห่ง ได้ดำเนินการแปรรูปเป็นบริษัทมหาชนเรียบร้อยไปแล้ว คือ การปิโตเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย(ทศท.) และการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย(ทอท.) ซึ่งทั้ง 3 แห่ง ได้ดำเนินการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนค่อนข้างเงียบ

นอกจากนั้นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และประชาชนส่วนมากไม่ค่อยมีความกังวลกับกิจการของทั้ง 3 รัฐวิสาหกิจเหล่านี้มากนัก เนื่องจากไม่ได้เป็นกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างการไฟฟ้าและการประปา

ปตท.นั้นมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างมากเพื่อเชิญชวนประชาชนให้ซื้อหุ้นของ ปตท.ที่นำเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งปรากฏว่าประชาชนที่สนใจจะซื้อหุ้นของ ปตท.จำนวนมาก อุตส่าห์ตื่นแต่เช้ามืดไปรอก่อนสำนักงานเปิด เพื่อจะได้เป็นเจ้าของหุ้นกับเขาบ้างตามคำเชิญชวน และโฆษณา

แต่หลายคนต้องผิดหวังกลับบ้านมือเปล่า เนื่องจากขณะที่ยังกรอกแบบฟอร์มเพื่อจะซื้อหุ้นยังไม่ทันเสร็จ เพียงนาทีเศษๆ ที่เปิดให้จองหุ้นจำนวนหลายล้านหุ้น เจ้าหน้าที่ก็ประกาศว่าหุ้นของ ปตท.ได้รับการจับจองหมดแล้ว

เป็นการขายหุ้นหมดอย่างรวดเร็วที่สุดตั้งแต่มีตลาดหุ้นขึ้นในเมืองไทยมาก็ว่าได้

มีการเปิดเผยในภายหลังว่า นักการเมือง รวมทั้งญาติๆ ของนักการเมืองในฟากของรัฐบาลชุดปัจจุบันต่างได้หุ้นของ ปตท.กันไปมากมายหลายล้านหุ้น โดยไม่ต้องตื่นแต่เช้ามืดไปเข้าคิวรอเฉกเช่นประชาชนทั่วไป

เรื่องอย่างนี้ ผู้นำรัฐบาลและนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลอย่าคิดว่าประชาชนเขาจะลืมผลของการกระทำ(กรรม) ในครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดผลตามมาในเชิงลบต่อการที่รัฐบาลจะแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต รัฐวิสาหกิจอีกแห่งที่มีกำไรในแต่ละปีจำนวนมหาศาล

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2547 ที่ผ่านมา นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภาที่มาจากฟากของรัฐบาล ได้ไปเป็นประธานเปิดการนำเสนอผลงาน แผนการพัฒนาประชาธิปไตย กรณีศึกษาการกระจายอำนาจ กรุงเทพมหานคร ของนักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารชั้นสูง รุ่นที่ 7 (ปปร.7) สถาบันพระปกเกล้า ที่หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์

ซึ่งตอนหนึ่ง นายอุทัย พิมพ์ใจชน กล่าวว่า เรามักจะไปคิดแทนชาวบ้านเสมอว่าเขาต้องการอย่างนั้น อย่างนี้ โดยที่ไม่เคยไปถามชาวบ้านเขาก่อนว่าเขาต้องการอย่างที่เราคิดหรือไม่ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ในบ้านเรามีประสบการณ์มามากมาย แต่ดูเหมือนว่าเราไม่ค่อยจะนำบทเรียน หรือประสบการณ์เหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์กันเท่าใดนัก

ในปีนี้นอกจากรัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ที่รัฐบาลวางแผนที่จะแปรรูปเป็นบริษัทมหาชนแล้ว ยังจะมีรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินกิจการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่จะมีผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนโดยตรง หากมีการปรับราคาสูงขึ้นหลังการการแปรรูป เช่น การประปาทั้งนครหลวงและภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าภูมิภาค เป็นต้น

การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน(จำนวนหนึ่ง) ไป 4 ครั้ง ใน 4 พื้นที่ เมื่อเดือนมกราคม 2547

ส่วนการประปานครหลวง ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งพนักงานของการประปานครหลวงส่วนหนึ่งต้องการให้ดำเนินการใหม่ โดยอ้างว่าในการทำประชาพิจารณ์ (ทั้งการประชาพิจารณ์ และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตและการประปานครหลวงนำมาดำเนินการ ล้วนนำมาจากคำว่า Public hearing)  ซึ่งมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมประชาพิจารณ์เพียงไม่กี่ร้อยคน

ที่ผ่านมาการดำเนินกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยการทำประชาพิจารณ์นั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการจัดทำประชาพิจารณ์ มักดำเนินการไม่ครบกระบวนการ และขั้นตอนที่ควรจะเป็น จึงทำให้เกิดปัญหามาโดยตลอด

เนื่องจากประการแรก ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการทั้งโดยตรง และโดยอ้อมจำนวนหนึ่ง ไม่ได้มีส่วนร่วม หรือรับรู้ในการดำเนินการของฝ่ายบริหาร ต่อการจะเปลี่ยนแปลงหรือการแปรรูปใดๆ เลย

ประการที่สอง ประชาชนบางส่วนที่เป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงหรือละเอียดเพียงพอ เกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไปเป็นบริษัทมหาชน ซึ่งประเด็นนี้ฝ่ายบริหารมักอ้างว่าได้ให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ มากมายแล้ว แต่พนักงานไม่ให้ความสนใจเอง

ประการที่สาม ก่อนถึงวันประชาพิจารณ์สองสามเดือนหรือมากกว่านั้น ควรมีคณะทำงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มาจากคนกลาง (หากเป็นคนขององค์กรเจ้าของโครงการหรือเจ้าของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ การให้ข้อมูล ข่าวสาร มักดำเนินการในลักษระการประชาสัมพันธ์ นั่นคือ พูดถึงแต่ด้านดีของการแปรรูป ส่วนด้านไม่ดีจะไม่มีการพูดถึงเลย)

ประการที่สี่ คณะกรรมการประชาพิจารณ์ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีกระทรวงที่ดูแลรับผิดชอบรัฐวิสาหกิจนั้นๆ(กรณี กฟผ.คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน) นอกจากเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการประชาพิจารณ์แล้ว จะต้องเป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่าย(ฝ่ายผู้บริหารรัฐวิสาหกิจและฝ่ายของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย)

นอกจากนั้นประเด็นที่จะนำมาทำประชาพิจารณ์ จะต้องเป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่ายเช่นกัน ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือกำหนดโดยคณะกรรมการประชาพิจารณ์โดยตรง เพียงแต่เป็นสิทธิของคณะกรรมการประชาพิจารณ์ ที่จะเป็นผู้เลือกประเด็นเหล่านั้นมาทำประชาพิจารณ์ได้หากมีการเสนอประเด็น เพื่อการประชาพิจารณ์มากเกินไป

ประการที่ห้า หากไม่สามารถดำเนินการทำประชาพิจารณ์ให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียวได้ อาจเพราะมีประเด็นหลากหลายหรือเพราะมีผู้สนใจในการอภิปรายในแต่ละประเด็นมาก คณะกรรมการประชาพิจารณ์สามารถสั่งหรือกำหนดจำนวนครั้งในการจัดทำประชาพิจารณ์ได้

เพราะฉะนั้น การทำประชาพิจารณ์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้ง

และไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าได้ทำประชาพิจารณ์แล้วหรือไม่

แต่ขึ้นอยู่ว่าได้มีการทำประชาพิจารณ์อย่างถูกต้อง สมบูรณ์ และเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหรือยัง

ซึ่งในที่สุดผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจคือ รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี จะได้นำข้อมูลที่คณะกรรมการประชาพิจารณ์ สรุปมาจากการทำประชาพิจารณ์ เป็นแนวทางในการประกอบการตัดสินใจต่อไป

Comment #3
Posted @May,08 2008 07.05 ip : 61...31

เสา 22 เมตร ...กำไรของเอ็..ง  โบนัสก็ของเอ็...ง  ทำไมมายุ่งพวกเรา เสา 22 เมตร ...กำไรของเอ็..ง  โบนัสก็ของเอ็...ง  ทำไมมายุ่งพวกเรา เสา 22 เมตร ...กำไรของเอ็..ง  โบนัสก็ของเอ็...ง  ทำไมมายุ่งพวกเรา   แสดงว่า พวกเอ็...ง  ไม่มีวิสัยทัศน์ คำนวณการใช้ไฟผิดพลาด  สมควรลาออกจากตำแห่งไปได้แล้ว หรือแปรรูปไปเลย

Comment #4
Posted @May,23 2008 16.02 ip : 118...53

พรบ.นโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้แล้ว โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2551 และลงประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 โดยมีผลบังคับฝช้ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551แล้วนั้น

สำหรับพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศเป็นอย่างยิ่ง เพราะในอดีตการกำหนดนโยบายและการบริหารการจัดการการท่องเที่ยวของประเทศกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆของรัฐ จึงทำให้ไม่มีเอกภาพ ไร้ทิศทาง และไม่ต่อเนื่อง อีกทั้งแหล่งท่องเที่ยว หลายประเภทยังไม่มีระบบบริหารจัดการจัดการทีดี ทำให้เสื่อมโทรม และด้อยคุณภาพ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศให้มีคุณภาพและยั่งยืน จึงมีการ ตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้น เพื่อเป็นกลไกในการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของประเทศ

Main menu

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน
  • คนขี่เสือ - เรื่องราวของคนขี่เสือที่เกาะสมุย
  • Nathon Radio
  • สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยสมุย FM 96.75 MHz
  • หน้าทอนคึกคัก - รวมความเคลื่อนไหว
  • ศูนย์สื่อสารโรงพยาบาลเกาะสมุย

ขอเชิญทุกท่านมีส่วนร่วมกับเว็บ NathonCity ด้วยการส่งบทความ หรือภาพถ่าย มาร่วมเผยแพร่ในเว็บไซท์นี้