เก็บเรื่องมาฝาก
พรรคการเมืองกับเรื่องท่องเที่ยว
วันที่ 19 ธันวาคม 2550
คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ
โดย มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ไม่น่าแปลกใจเลยว่า พอเสียงปี่เสียงกลองเลือกตั้งดังขึ้น นักการเมืองก็แสวงหาขนมหวานมาล่อใจบรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้งกันโดยถ้วนหน้า และนโยบายท่องเที่ยวก็เป็นขนมหวานที่ทุกพรรคยื่นให้กับประชาชน
ในบรรดากุนซือเศรษฐกิจ ก็มีคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ซึ่งนับว่าเป็นผู้ที่มีประวัติความสำเร็จส่วนตัวเป็นอย่างสูง คุณมิ่งขวัญออกมาบรรยายกลยุทธ์พัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของพรรคพลังประชาชนไว้ในรายการของคุณจักรพันธุ์ ยมจินดา ทางทีวีช่อง 5 ในเช้าวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550 ว่าการสนับสนุนการท่องเที่ยวเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย กลยุทธ์ของกุนซือท่านนี้ก็คือ (1) ต้องสื่อสารข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวของไทยให้ทั่วโลกรับทราบ เพราะว่าเรามีวัฒนธรรมดีๆ และยิ้มสยามที่เป็นมรดกประจำชาติ เราจะได้มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น (2) จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลโลก จะได้มีชาวต่างชาติเอาตับไตไส้พุงมารักษาในราคาเศษเสี้ยวของค่ารักษาที่บ้านของตน (3) เราจะขยายสนามบินสุวรรณภูมิ จากกลยุทธ์เหล่านี้ดูเหมือนว่าการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจะยังคงเป็นเป้าหมายที่สำคัญอยู่ ทีนี้เราลองมาพิจารณาดูกันทีละนโยบายกันดีกว่า
เป็นความจริงที่ว่าการสื่อสารด้านสินค้าท่องเที่ยวผ่านระบบอินเตอร์เน็ตของไทยนั้นยังใช้ค้าขายได้ไม่ดีนัก แม้เว็บไทยจะมีความงามทัดเทียมต่างชาติ (สิงคโปร์) แต่ความเบ็ดเสร็จครบถ้วนยังน้อยกว่า และบริการที่ได้ดังใจยังน้อยกว่าอีกด้วย ที่สำคัญการค้าขายผ่าน on line ได้แค่ร้อยละ 20 ไม่เชื่อก็ตามไปอ่านงานของ ดร.อรุณี อินทไพโรจน์ ที่รับทุนสภาวิจัยแห่งชาติผ่านสถาบันวิจัยสังคม มช. ก็ได้ หนทางแก้ไขไม่ใช่แก้ที่ทักษะการสร้างเว็บอย่างเดียว ต้องยกเครื่องความรู้ความสามารถด้านภาษาต่างประเทศของคนไทยที่ด้อยเกือบจะที่สุดใน ASEAN ด้วย
ปัญหาของการตลาดของเราไม่ใช่ที่การสื่อสาร เพราะ ททท. เก่งกาจกว่าองค์กรท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ว่าไปแล้วในบรรดาชาติกำลังพัฒนาเราไม่น้อยหน้าใคร แต่ปัญหาการตลาดเป็นปัญหาการเข้าถึงกลุ่มตลาดคนรวย ซึ่งกลุ่มคนพวกนี้ไม่หาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต พวกที่นั่งหน้าจอค้นข้อมูลนั้นมักเป็นกลุ่มที่ชอบของดีราคาถูกยิ่งขายยิ่งเหนื่อยค่ะ คนรวยไม่อ่านโฆษณาที่เราอุตส่าห์ไปติดไว้บนป้ายรถเมล์ ไม่ไปงาน Fair ด้านการท่องเที่ยว แต่อาศัยการบอกเล่าผ่านปากต่อปากของพวกเศรษฐีด้วยกัน และบริษัทท่องเที่ยวแบบ exclusive ซึ่งการตลาดของเราต้องเข้าให้ถึงกลุ่มคนพวกนี้
แต่ปัญหาที่แท้จริงของไทยไม่ใช่ปัญหาการตลาดหรือการหาคนมาเที่ยว หากเป็นปัญหาการจัดการซัพพลายในประเทศที่ตามไม่ทันดีมานด์ เวลานี้ถ้าจะเอาตลาดจีน ตลาดโสม จะเอานักท่องเที่ยวเท่าไหร่ก็ได้ แต่พอนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วเป็นทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างจีน หรือทัวร์เกาหลีที่แทบไม่ใช้คนไทย เราพูดเกาหลีไม่ได้ ต้องใช้ไก๊ด์เกาหลี ไปกินอาหารเกาหลี โรงแรมเกาหลี ซื้อของที่ระลึกที่เกาหลีเป็นคนผลิตในร้านคนเกาหลี (เรื่องนี้ยังไม่เกิดที่ไทย แต่เกิดแล้วที่นิวซีแลนด์) ที่เราได้ก็คือ ค่าจ้าง ค่าทิปบริการเล็กๆ น้อยๆ แล้วเราจะใช้เงินภาษีที่เก็บจากคนไทยไปโปรโมตการท่องเที่ยวให้บริษัทหรือคนเกาหลีทำไม
ปัญหาด้านซัพพลายของเราเป็นปัญหาด้านการเตรียมบุคลากรที่ตามไม่ทันการขยายตัวของอุตสาหกรรม โครงสร้างการผลิตบุคลากรเป็นรูปขวดโคล่า ขณะที่ความต้องการเป็นรูปพีระมิด
โลจิสติคส์การท่องเที่ยวจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากขึ้น หากเรามีนักท่องเที่ยวซ้ำ (repeat tourists) หรือนักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทยมากกว่า 1 ครั้ง ซึ่งขณะนี้เรามีครึ่งต่อครึ่ง นักท่องเที่ยวพวกนี้จะเป็นนักท่องเที่ยวที่ต้องอาศัยโลจิสติคส์ที่ดีกว่าพวกมาครั้งแรก (first-time tourists)
ไม่แปลกใจหรอกที่คุณมิ่งขวัญ ให้ความสำคัญกับดีมานด์มาก แผนของสภาพัฒน์ก็เป็นเช่นนั้น เพราะเรามีข้อมูลด้านดีมานด์มากกว่า และหาง่ายกว่าด้านซัพพลายซึ่งต้องอาศัยการวิจัยที่ใช้เวลา แต่อยากให้เข้าใจว่า ปัญหาการตลาดของไทยไม่หนักหนาสาหัสเหมือนปัญหาการจัดการซัพพลาย ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำการตลาด ททท. ยังคงต้องทำอยู่ แต่ต้องเลือกเจาะตลาดคุณภาพสูง และจัดสินค้าให้เหมาะกับตลาดที่เราอยากได้
จุดอ่อนที่สำคัญอีกเรื่องด้านซัพพลายก็คือความเสื่อมโทรมของทรัพยากรท่องเที่ยว จริงอยู่ที่วัฒนธรรมเป็นสินค้าหลักของเรา แต่นักท่องเที่ยวทั่วโลกส่วนใหญ่ (กว่า 60%) ต้องการการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทะเลของเราสวยมาก แต่กำลังย่อยยับลงทุกวัน เพราะคลื่นนักท่องเที่ยวที่ถาโถมลงไปทุกวัน ลองคิดดูซิ สมุยมีจำนวนห้องพักเกือบ 20,000 ห้อง แต่ไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย ของเสียที่นักท่องเที่ยวมาปล่อย จะไปที่ไหน ก็ลงทะเลที่เราว่าย (และสำลักกินเข้าไปด้วย) เราจะแก้เรื่องนี้กันอย่างไร
กลยุทธ์ข้อที่ 2 ที่คุณมิ่งขวัญจะให้ไทยเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลนั้น ไม่ต้องไปทำหรอก ให้เอกชนเขาทำเองเถอะ รัฐไม่จำเป็นต้องไปลงทุนให้คนกลุ่มที่รวยและทำได้เองอยู่แล้ว ทุกวันนี้หมอก็ลาออกจากโรงพยาบาลรัฐไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนมากอยู่แล้ว อีกทั้งการรักษาพยาบาลของไทยในภาคเอกชนยังแพงขึ้นเรื่อยๆ เพราะนักท่องเที่ยว คนกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ไปโรงพยาบาลรักษาไม่ทันหายขาด เห็นบิลค่ารักษาของโรงพยาบาลก็หัวใจวายแล้ว ถ้าไปโปรโมต demand ต่างชาติมากๆ ราคาค่ารักษาพยาบาลก็จะพุ่งขึ้นไปอีก แต่ที่คุณมิ่งขวัญคิดจะไปพัฒนาการศึกษาด้านการแพทย์การพยาบาลนั้นผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่ง และอยากให้ทุกพรรคทำด้วยเพราะจะได้กำไร 2 เด้ง คือ หนึ่ง แก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านการแพทย์ในประเทศ และสอง ภาคเอกชนที่ทำโรงพยาบาลก็ได้อานิสงส์ตามไปอีกด้วย
กลยุทธ์สุดท้ายที่จะขยายสนามบินผู้เขียนก็เห็นด้วย สุวรรณภูมิเกือบเต็มแล้ว สนามบินและเที่ยวบินเป็นปัจจัยสำคัญในการนำนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อ ลองเช็คข้อมูลการขยายตัวของการท่องเที่ยว เท่าๆ กับอัตราการขยายตัวของ seating capacities แต่ถ้าจะขยายที่สุวรรณภูมิก็ให้ระวังผลกระทบที่จะเกิดจากปัญหาโลกร้อนด้วยนะคะ เพราะสนามบินมีอายุการใช้งานได้เป็น 100 ปี และปัญหาโลกร้อนนั้นทำให้มีการคาดกันว่าระดับน้ำทะเลจะสูงอีก 1 เมตร ภายใน 60-70 ปี
สุดท้ายนี้ก็อยากให้ทุกพรรคคิดแก้ไขปัญหาซัพพลาย อย่าคิดแต่จะเอาท่องเที่ยวไปขาย ถ้าถามว่าจะหาเงินที่ไหนมาแก้ปัญหา ก็เก็บภาษีนักท่องเที่ยวซิคะ
ช่วยกันคิด ช่วยกันเสนอ ช่วยกันทำเถอะค่ะ อย่ามัวฟาดฟันกันอยู่เลย ประชาชนเบื่อจะแย่อยู่แล้ว!
ที่มา www.matichon.co.th
Comment #1
radiosamui
เงื่อนไขในการใช้บริการ
เว็บไซท์เปิดให้ทุกท่านตั้งหัวข้อกระทู้ เพื่อสอบถามความคิดเห็น จากเพื่อนสมาชิกท่านอื่นมีเงื่อนไข คือ- เว็บบอร์ดมีการบันทึกข้อมูลผู้ใช้งาน มีระบบบันทึกไอพี ซึ่งสามารถสืบค้นไปยังผู้เขียนข้อความได้ กรุณาระมัดระวังในการเขียนข้อความซึ่งอาจก่อผลร้ายต่อตนเองและผู้อื่น
- กระทู้ที่สมาชิกตั้งหรือข้อความที่ท่านแสดงความคิดเห็น จะแสดงผลทันทีหลังการโพสต์ เว้นแต่ในกรณีที่มีความจำเป็น ข้อความที่โพสต์อาจจะไม่ขึ้นโดยอัตโนมัติ ( สมัครสมาชิกคลิกที่นี่ )
- ขอสมาชิกให้ความเคารพต่อสิทธิของผู้อื่นและตนเองในการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
- ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ หรือ สิ่งอื่นใดที่เขียนหรือนำเข้าโดยสมาชิกแต่ละท่าน เป็นการแสดงความคิดเห็นของท่านเหล่านั้น ไม่ใช่มุมมองและความคิดเห็นของเว็บนี้ ทางเว็บไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ กรุณาใช้วิจารณญาณและดุลยพินิจ
- หากเนื้อหา หรือ ข้อความใดๆ ที่ท่านคิดว่าไม่เหมาะสม ท่านสามารถแจ้งลบได้ ทางทีมงานจะพิจารณาเพื่อลบข้อความเหล่านั้น ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทางเว็บขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยตรวจสอบดูแล
- ผู้ดูแลเว็บไซท์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบข้อความใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความหายต่อบุคคลอื่น พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ท่านทราบ
เนื่องจากความคิดเห็นที่แสดงด้านบนถูกส่งขึ้นโดยอัตโนมัติจากผู้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เจ้าของเว็บไซท์ ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ หากข้อความในกระทู้ พาดพิงบุคคลอื่นในทางเสียหาย และหากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม โปรดแจ้งทีมงานโดยด่วน เพื่อดำเนินการต่อไป
แจ้งลบหัวข้อ