เก็บเรื่องมาฝาก
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล การเมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน "จำเป็นเร่งด่วนต้องถ่วงดุลอำนาจจากภายนอก"
วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2550
ปีที่ 31 ฉบับที่ 3958 (3158)
ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล กล่าวปาฐกถานำ เรื่อง "เมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน" ในการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติครั้งที่ 8 ณ ศูนย์การค้าและนิทรรศการนานาชาติ กรุงเทพฯ (ไบเทค) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2550 "ประชาชาติธุรกิจ" ได้นำสาระสำคัญบางตอนมานำเสนอดังนี้
หลังวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 แรงกดดันของระบบทุนนิยมโลกก็ดี ข้อผูกมัดรัฐไทยที่ถูกกำหนดโดยไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund) ก็ดี ตลอดจนวัฒนธรรมแบบไร้รากไร้พรมแดนที่เจาะซึมเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกระแส โลกาภิวัตน์ก็ดี ล้วนนำไปสู่สภาพที่บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชาติในประเทศไทยอย่างเลี่ยงไม่พ้น ทำให้รัฐอ้างชาติหรือผลประโยชน์แห่งชาติ มาประกอบความชอบธรรมในการใช้อำนาจได้น้อยลง
อันนี้หมายถึงว่า ทั้งจินตภาพเรื่องอำนาจและความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบรัฐชาติ (หรือแบบสมัยใหม่) ในประเทศไทยกำลังอ่อนพลังลงเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เดิมก็ไม่ค่อยจะแข็งแรงอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นความเสื่อมทรุดดังกล่าวยังดำเนินไปอย่างค่อนข้างไร้ทิศทาง กระทั่งขาดความตระหนักตื่นรู้ในหมู่ชนที่เกี่ยวข้อง
วิกฤตที่ลึกถึงราก
ข่าวการรวมกลุ่ม ย้ายพรรค หรือจัดกำลังตั้งพันธมิตรเพื่อชิงชัยในการเลือกตั้งของบรรดานักการเมืองนั้น ดูผิวเผินเหมือนจะเป็นความคึกคักของบรรยากาศห้วงกลับสู่ "ประชาธิปไตย" แต่ถ้าเพ่งลึกไปกว่านี้ก็น่าห่วงไม่ใช่น้อย เพราะไม่มีใครรู้ชัดว่าท่านทั้งหลายกำลังจะพาบ้านเมืองไปสู่ที่ใด
ที่ว่าลงลึกถึงรากก็เพราะว่าเงื่อนไขแวดล้อมของความขัดแย้งเรื่องอำนาจมิได้มีแต่ปัจจัยภายในล้วนๆ หากยังมีการผ่านพ้นของยุคสมัยเข้ามาเป็นบริบทสำคัญ กล่าวคือ ทั้งอำนาจที่ใช้ในการปกครอง และผู้คนที่ถูกปกครองล้วนเปลี่ยนไปจากเดิม
ประการแรก อำนาจรัฐที่ใช้ปกครองสังคมไทยนั้น ถึงวันนี้ไม่ทราบว่ามีเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหนเพียงใด แต่ที่แน่ๆ คือในด้านเศรษฐกิจไทยคงใช้อำนาจทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะไปตกลงกับรัฐอื่นๆ ตลอดจนองค์กรทุนนิยมโลกไว้หมดแล้วว่าจะปล่อยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดำเนินไปตามกลไกตลาด ซึ่งไร้พรมแดน และอาศัยการลงทุนของเอกชนเป็นพลังขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว
ลำพังยึดถือตามกติกาข้อนี้ อำนาจการปกครองไทยก็หมดสภาพความเป็นรัฐชาติไปครึ่งค่อนแล้ว เพราะไม่เพียงต้องอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของผลประโยชน์จากที่อื่นเท่านั้น หากบางครั้งยังต้องช่วยกำราบ กลุ่มชนพื้นเมืองที่บังอาจมาขัดแย้งกับนักลงทุนจากต่างชาติด้วย อันที่จริงเหตุการณ์ทำนองนี้ได้เคยเกิดขึ้นในหลายที่หลายแห่งและไม่มีแนวโน้มว่าจะไม่เกิดอีก
ปัญหามีอยู่ว่าคนที่เดือดร้อนหรือถูกคัดออกจากระบบทุนโลกาภิวัตน์ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนยากจนในชนบท ซึ่งเป็นผู้แพ้ในกระบวนการพัฒนาประเทศมาก่อน ถึงตอนนี้จะอาศัยอำนาจรัฐไปเยียวยาพวกเขาอย่างเป็นระบบ กลับยิ่งทำไม่ได้ เพราะตลาดเสรีไม่เห็นด้วยให้รัฐไปอุ้มชูคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แม้จะเป็นผู้เสียเปรียบก็ตาม
ในอีกด้านหนึ่ง ในระบอบที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง นักการเมืองจะไม่ทำอะไรเลยเกี่ยวกับมวลชนระดับรากหญ้าก็ไม่ได้เพราะคนเหล่านี้คือคะแนนเสียง
สุดท้ายสิ่งที่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทางการเมืองทำได้อย่างมากคือ ประกาศนโยบายอุปถัมภ์ชาวบ้านในรูปแบบที่เรียกกันว่า "ประชานิยม" ซึ่งไม่ใช่การปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมอย่างถึงราก หรือแก้ปัญหาด้อยโอกาสของคนส่วนใหญ่ในระดับโครงสร้าง
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลของนักการเมือง หากแก้ปมเงื่อนนี้ไปออกก็ล้วนไม่มีอะไรต่างกัน
ประการต่อมา เมื่อพูดถึงผู้คนที่อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของรัฐไทย ถึงตอนนี้ก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเหลือคนที่ยึดถือใน "ความเป็นชาติ" จริงๆ มากน้อยแค่ไหน ยังไม่ต้องเอ่ยถึงทั้งนักธุรกิจและแรงงานต่างชาติที่เข้ามาอยู่ร่วมเป็นเรือนล้าน
ในยุค "สังคมข่าวสาร" และโลกไร้พรมแดน มีเรื่องหนึ่งที่ประเทศไทยกำลังล้มเหลวอยู่เงียบๆ คือสูญเสียศักยภาพในการส่งทอดวัฒนธรรมของตนให้ชนรุ่นหลัง ดังเราจะเห็นได้จากงานวิจัยของอาจารย์สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง ซึ่งพบว่าเยาวชนคนชั้นกลางในปัจจุบันเห็นแก่ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม
นอกจากนี้ยังขาดรากเหง้าทางศีลธรรม ศาสนาและวัฒนธรรม และสูญสิ้นความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย "แต่กลับมีวัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมญี่ปุ่นสอดแทรก ยึดติด เกิดความนิยมคลั่งไคล้ในรูปของการแต่งกาย ภาษาที่ใช้ การดำเนินชีวิตและค่านิยมเทียมที่ยึดติดกับเปลือกวัฒนธรรมภายนอกมากขึ้น"
คงจะไม่ใช่เรื่องใส่ร้ายจนเกินไปนัก ถ้าจะบอกว่าคนเหล่านี้จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของใครทั้งสิ้น ไม่ว่าพ่อแม่หรือรัฐบาล ไม่ว่าระบอบเผด็จการหรือประชาธิปไตย หากอยู่ในโลกส่วนตัวของตนตลอดเวลา
กรณีเด็กหนุ่มที่ฆ่าตัวตาย
กรณีเด็กหนุ่มคนหนึ่งฆ่าตัวตายในฤดูสอบ เอนทรานซ์ที่ผ่านมานับว่าน่าสนใจมาก เพราะเขาไม่ใช่คนหมดโอกาสเรียนต่อ หากผ่านการคัดเลือกให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งแม้จะเป็นสถาบันของรัฐที่มีเกียรติภูมิสูง แต่ก็ยังไม่ถูกใจเพราะเขาไม่ได้เลือกไว้เป็นอันดับแรก
พูดกันตามความจริง ปัจจุบันเยาวชนไทยมิได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องสถาบันที่สังกัดเท่านั้น หากประกวดประชันกันในแทบทุกเรื่อง ตาม "สปิริต" ของยุคการค้าเสรี การบริโภคเสรีและการแข่งขันเสรี สิ่งนี้ทำให้โดยเนื้อในแล้วพวกเขามีชีวิตที่ตึงเครียดรุ่มร้อนอย่างยิ่ง เพราะมันเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ควบคุมไม่ได้ อีกทั้งแปรเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ยากจะสร้างความพอใจให้อย่างยั่งยืน
บางทีอาจเป็นเพราะวิถีชีวิตเช่นนี้เองที่ทำให้วัยรุ่นไทยฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่นปีที่แล้ว มีเด็กวัยรุ่นอายุ 14-19 พยายามฆ่าตัวตาย 7,800 คน หรือวันละ 21 คน ที่ฆ่าตัวเองสำเร็จตกปีละราว 800 คน หรือวันละประมาณ 2 คน
แน่นอน สภาพการแยกตัวทางวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ย่อมส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมไทยอย่างเลี่ยงไม่พ้น มันหมายถึงว่าฐานความคิดและวัฒนธรรมที่ทำให้ผู้คนยอมรับการดำรงอยู่ของส่วนรวมที่เรียกว่าชาติ และอำนาจการปกครองของรัฐชาติได้หายไปแล้วในหมู่คนจำนวนไม่น้อย
ผลกระทบทางด้านจิตวิญญาณของยุคโลกาภิวัตน์นั้นหนักหน่วงรุนแรงยิ่ง และส่งต่อแรง กระแทกไปยังวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทยโดยตรง ดังเราจะเห็นได้จากโพลสำรวจความ เห็นของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเมื่อเดือนกันยายนศกนี้ ซึ่งพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.2 "มีความเอนเอียงที่จะยอมรับได้หากรัฐบาลชุดใดโกงกินแล้วทำให้ตนเองอยู่ดีมีสุข" สภาพเช่นนี้เมื่อผนวก กับปัญหาวัฒนธรรมเดิมๆ อย่างการซื้อสิทธิ ขายเสียง ก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ทางอำนาจในประเทศไทยหากกฎเกณฑ์รองรับเกือบไม่ได้
เท่านั้นยังไม่พอ หากเราพิจารณาถึงว่ามาบัดนี้คนอีกส่วนหนึ่ง (เช่น นักธุรกิจและคนชั้นกลาง) ได้ก้าวข้ามพ้นพรมแดนไปโยงใยความรุ่งเรืองของตนไว้กับระบบทุนนิยมโลกแล้ว ขณะคนอีกส่วนหนึ่ง (เช่น กรรมกรและเกษตรกรบางกลุ่มตลอดจนชุมชนท้องถิ่นหลายแห่ง) เริ่มระแวงการใช้อำนาจของรัฐเพราะไม่แน่ใจในข้ออ้างเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวม นับวันก็ยิ่งทำให้สังคมไทยในสังคมที่ปราศจากฉันทานุมัติในการใช้อำนาจ หรือกำลังกลายเป็นสังคมที่ไม่มีใครสามารถปกครองได้นั่นเอง
เผชิญหน้า "กับดักระดับโครงสร้าง"
ประการที่สาม เมื่อเรานำสภาพ 2 อย่างแรกมาบวกรวมกับลักษณะชนชั้นนำบนเวทีเลือกตั้ง ก็จะยิ่งพบว่า (อย่างน้อยที่ผ่านมาในระยะ 4-5 ก่อนรัฐประหาร) วิกฤตฉันทานุมัติในระดับอำนาจรัฐ ไม่อาจถูกชดเชยด้วยความชอบธรรมทางการเมืองอันพึงมีในระบอบประชาธิปไตยได้เท่าที่ควร
ทั้งนี้เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่เหลื่อมล้ำต่ำสูงมาแต่เดิม ประกอบกับสถานการณ์หลังวิกฤตค่าเงินบาทในปี 2540 ได้ทำให้กลุ่มผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากระบบทุนโลกาภิวัตน์กับกลุ่ม ผู้ชนะในการแข่งขันทางการเมืองแบบเลือกตั้งกลายเป็นกลุ่มเดียวกัน ในลักษณะที่เกือบอัตโนมัติ
ประชาธิปไตยซึ่งแต่เดิมก็เป็นเวทีการเมืองของชนชั้นนำทางเศรษฐกิจสังคมอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งหดแคบกลายเป็นเวทีการเมืองของกลุ่มที่มั่งคั่งที่สุดในประเทศไทย ช่องว่างทางฐานะระหว่างผู้แทนกับผู้ถูกแทนวัดเป็นเม็ดเงินได้ถึงนับแสนล้านบาท จึงเป็นเรื่องยากที่ผู้กุมอำนาจจะต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่ และเป็นเรื่องยากพอๆ กันที่ผู้ไม่ได้กุมอำนาจจะยอมรับ
กล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่าเราจะต้องพุ่งเป้าไปเพ่งเล็งกลุ่มผู้กุมอำนาจชุดก่อนรัฐประหารอยู่ตลอดเวลา แต่หมายความว่าเราควรมองให้ออกว่าสังคมไทยยังคงมีสภาพสุดขั้วอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าตัวบุคคลจะเปลี่ยนไปเป็นใครก็ตาม
สรุปสั้นๆ ในชั้นนี้ก็คือ ระบบทุนนิยมโลกยุคโลกาภิวัตน์ทำให้ความได้เปรียบทางด้านความชอบธรรมและความหนักแน่นของฉันทานุมัติทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอ่อนด้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย และที่น่าเสียดายยิ่งกว่าคือในขณะที่กระแสโลกาภิวัตน์ถือประชาธิปไตยเป็นเงื่อนไขการยอมรับทางการเมือง อีกทั้งมีส่วนอย่างยิ่งในการกดดันไม่ให้ประเทศไทยหวนกลับไปสู่ระบอบอำนาจนิยมแบบเต็มรูป แต่การณ์กลับกลาย เป็นว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่ได้ควักไส้ในระบอบประชาธิปไตยทิ้งไปตั้งแต่ต้นแล้ว
อันที่จริง ก่อนหน้าวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 และการกดดันของไอเอ็มเอฟ รัฐบาลของผู้แทนก็มีวิกฤตความชอบธรรมอยู่แล้วเป็นระยะๆ เนื่องจากไม่สามารถบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนได้อย่างยั่งยืนแท้จริง ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งคือในระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม มันยังคงเป็นระบอบที่รวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ปัญหาใหญ่ข้อที่สองคือมันเป็นมายาคติของความเสมอภาคทางการเมือง ซึ่งไม่เคยปรากฏเป็นจริงเพราะถูกหักล้างด้วยความเหลื่อมล้ำสุดขั้วในทางเศรษฐกิจสังคม
สภาพเช่นนี้ทำให้ประชาธิปไตยไทย (เช่นเดียวกับประชาธิปไตยในประเทศโลกที่สามอีกหลายแห่ง) ต้องพบกับดักระดับโครงสร้าง 2 อย่างอยู่เสมอมา คือ 1)รัฐต้องอุปถัมภ์สังคมค่อนข้างมากเพื่อดำรงความชอบธรรมขั้นต่ำเอาไว้ให้ได้ 2)ผู้นำการเมืองต้องอุปถัมภ์เครือข่ายของตนเพื่อผลสำเร็จในการแข่งขันชิงอำนาจ (รวมทั้งการใช้เงินหว่านซื้อฐานเสียงด้วย) ทั้งหมดนี้หมายความว่ายิ่งมีระบอบประชาธิปไตยรัฐยิ่งมีฐานะครอบงำเพิ่มขึ้น และสังคมยิ่งอ่อนแอลง
ถามว่าเช่นนี้แล้ว การมีอยู่ของนักการเมืองและพรรคการเมือง ตลอดจนการเลือกตั้งที่กำหนดไว้อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะช่วยอะไรได้บ้าง ?
ตอบอย่างกำปั้นทุบดิน คือเราคงต้องถือเป็นเรื่องดีที่มีการเลือกตั้ง เพราะอย่างน้อยที่สุดมันทำให้การเปลี่ยนรัฐบาลในประเทศนี้สามารถทำได้ด้วยสันติวิธี แน่ละ โดยปกติแล้วการเลือกตั้งไม่ใช่ปรากฏการณ์แปลกใหม่ในระบอบประชาธิปไตยถึงขั้นทำให้ต้องตื่นเต้นดีใจ แต่เมื่อพิจารณาถึงความตึงเครียดในประเทศไทยในระยะกว่า 1 ปี มานี้ มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ได้ ต้องนับเป็นเรื่อง น่าดีใจ
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางดีมากน้อยแค่ไหน จนถึงขึ้นแก้ปัญหาได้ทั้งในระยะยาวและระยะสั้นได้หรือไม่ยังต้องขึ้นต่อ วิสัยทัศน์ มุมมองและความเข้าใจสถานการณ์ของนักการเมืองเป็นสำคัญ สำหรับตรงนี้ผมคิดว่าเราไม่ควรสิ้นหวัง แม้ว่าคนเล่นการเมืองจำนวนหนึ่งอาจจะไม่เข้าใจว่าเรากำลังคุยกันเรื่องอะไรก็ตาม
แน่ละ ถ้าพวกเขาแค่เห็นว่าการเลือกตั้งเป็นหนทางไปสู่อำนาจวาสนาเฉพาะตัว และงัดกลยุทธ์สารพัดมาใช้เพื่อจุดหมายแบบนั้นเพียงอย่างเดียว บ้านเมืองก็คงจมดิ่งลงสู่วิกฤตต่อไป และคงไม่มีใครบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก
หากกล่าวเฉพาะการแก้ไขความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นนำ ถึงตอนนี้คงมีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยแล้วที่อ่านสถานการณ์ออกว่าพื้นที่ของผู้นำ การเมืองแบบเลือกตั้งนั้นในความเป็นจริงมีอยู่ แค่ไหน และคงไม่อยากสร้างเรื่องกระทบกระทั่งกับสถาบันการเมืองการปกครองระดับสูงตลอดจนชนชั้นนำดั้งเดิมโดยไม่จำเป็น สภาพเช่นนี้เมื่อนำ มาพิจารณาประกอบกับความอีหลักอีเหลื่อของรัฐบาลทหารในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ก็อาจทำให้รัฐประหารไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดสำหรับชนชั้นนำภาครัฐ ไม่ว่ารัฐบาลนักการเมืองจะล้มเหลวใน การแก้ปัญหาบ้านเมืองแค่ไหนก็ตาม หากเลือกได้ทหารคงไม่อยากออกหน้าเอง
แต่ก็อีกนั่นแหละ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ หากกินลึกถึงขั้นการดำรงอยู่ของอำนาจการปกครอง
ถ้าเรายอมรับว่าอำนาจการเมืองนั้นไม่เหมือนอำนาจบังคับดิบๆ หากจะต้องตั้งอยู่บนฐานความคิดความเชื่อร่วมกันบางอย่างระหว่างผู้ใช้อำนาจกับผู้อยู่ใต้อำนาจ เช่นเชื่อในผลประโยชน์ร่วมกัน เชื่อในเรื่องผิดถูกดีชั่วชุดเดียวกัน หรือเห็นตรงกันในความจำเป็นของสถานการณ์ที่ทำให้ต้องใช้อำนาจ ฯลฯ ก็คงต้องยอมรับว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้มีอำนาจสำเร็จรูปรออยู่สักเท่าใด
แค่ผู้แสดงคนหนึ่งบนเวทีการเมือง
ความที่รัฐไทยผูกมัดตัวเองไว้กับพลังภายนอก ก็ดี และการที่ชนชั้นนำทางการเมืองมักสร้างความชอบธรรมทางอำนาจได้ไม่ครบถ้วนดี ทำให้ในยุคนี้แทบไม่มีใครสามารถปกครองประเทศในส่วนทั้งหมดได้ ผลที่ส่งกลับมายังตัวรัฐคือทำให้ในยุคนี้รัฐไม่อาจทำหน้าที่ศูนย์อำนาจได้อย่างเต็มฐานะเหมือนก่อน ดังเราจะเห็นได้จากการที่ทั้งระบอบทักษิณและระบอบ คมช.ต่างก็ถูกต่อต้านโดยพลังผู้คัดค้านในรูปแบบต่างๆ พูดง่ายๆ คือในยุคสมัยปัจจุบันรัฐที่ถูกยึดกุมโดยคนส่วนน้อยบางกลุ่ม (ไม่ว่าแขวนป้ายระบอบใด) มักจะกลายเป็นแค่ ผู้แสดงคนหนึ่งบนเวทีการเมืองเท่านั้นเอง (แม้จะเป็นตัวสำคัญ) ท่ามกลางผู้แสดงอีกหลายราย
ดังนั้น ต่อให้พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าได้เสียงข้างมากเด็ดขาด หรือสร้างความ "สมานฉันท์" ในหมู่ชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ได้สำเร็จ ก็อาจพบกับความว่างเปล่าของอำนาจได้ ถ้ามองไม่เห็นสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างถึงรากของสังคม
ในทางกลับกัน ถ้านักการเมืองเข้าใจสภาพอันเกิดจากความเสื่อมทรุดของรัฐชาติ และจับประเด็นปัญหาของประชาชนได้ถูกจุด พวกเขาก็อาจสร้างอำนาจการนำของตนขึ้นมาได้ อีกทั้งยังสร้างความหมายของการเมืองการปกครองให้แตกต่างไปจากความน่าเบื่อแบบเดิมๆ
ที่แล้วมา นักการเมืองมักใช้ฉันทานุมัติจากการเลือกตั้งครั้งเดียว ซึ่งไม่พอ ความจริงการเลือกตั้งเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการสร้างความชอบธรรมทางอำนาจ เป็นการขอฉันทานุมัติสังคมมาตั้งรัฐบาล จากนั้นเวลาจะทำเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน ยังต้องขอฉันทมติจากชาวบ้านเป็นเรื่องๆ ไป จะอ้างชาติอ้างประชาชนแบบลอยๆ เหมือนสมัยก่อนไม่ได้ เพราะในยุคปัจจุบันผู้คนไม่ได้มีผลประโยชน์เหมือนกัน และไม่ได้ยึดโยงกันโดยอัตโนมัติ ประชาชนไม่ใช่นามธรรม
เวลาเราพูดว่า คนไทยทั้งประเทศ แท้จริงเรากำลังพูดถึงกลุ่มอาชีพและวิถีชีวิตนับพันนับหมื่น ซึ่งส่งผลทำให้จินตนาการเรื่องผลประโยชน์และมาตรฐานเรื่องผิดถูกดีชั่วแตกต่างกันมาก เพราะฉะนั้นคำว่าผลประโยชน์แห่งชาติจึงต้องเป็นรูปธรรม แล้วสิ่งไหนที่ไม่ใช่ ก็อย่าไปอ้างว่ามันใช่ เพราะอำนาจที่ใช้จะถูกต่อต้าน
อย่าปล่อยรัฐไทยไปตามบุญตามกรรม
นอกจากนี้ ผมคิดว่าประเด็นสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ ผู้ที่จะมารับผิดชอบบ้านเมืองในอนาคตอันใกล้ควรจะต้องมองให้ออกว่าเรามีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องถ่วงดุลอำนาจจากภายนอก ด้วยการปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจภายในให้ประชาชนมีอำนาจตรงมากขึ้น และในท้องถิ่นเข้ามารับมอบมรดกทางอำนาจจากรัฐชาติมากขึ้น อย่าปล่อยให้กระแสโลกาภิวัตน์เข้ามาแปรรูปรัฐไทยแบบตามบุญตามกรรม
ภายใต้เงื่อนไขของทุนนิยมโลกยุคนี้ รัฐไทยไม่ควรเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับพลังภายนอกฝ่ายเดียว เพราะจะกลายเป็นรัฐของทุนอย่างทั่วด้าน หากต้องเปิดพื้นที่ให้ตัวแสดงทางการเมือง (political actors) ที่มาจากภายในประเทศมากขึ้น ในยุคที่รัฐชาติถูกบั่นทอนด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ แม้ความคิดรักชาติจะยังมีอยู่ แต่จะเกิดช่องว่างกับความเป็นจริงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเราจะอาศัยแค่กระแสชาตินิยมมาต้านการครอบงำจากภายนอกไม่ได้ ต้องปรับโครงสร้างอำนาจเพื่อความเป็นธรรมในบ้านตัวเองมากขึ้น และอยู่ร่วมกับโลกไร้พรมแดนอย่างมีเงื่อนไขป้องกันตัว
หน้า 48
ที่มา www.matichon.co.th/prachachat
เงื่อนไขในการใช้บริการ
เว็บไซท์เปิดให้ทุกท่านตั้งหัวข้อกระทู้ เพื่อสอบถามความคิดเห็น จากเพื่อนสมาชิกท่านอื่นมีเงื่อนไข คือ- เว็บบอร์ดมีการบันทึกข้อมูลผู้ใช้งาน มีระบบบันทึกไอพี ซึ่งสามารถสืบค้นไปยังผู้เขียนข้อความได้ กรุณาระมัดระวังในการเขียนข้อความซึ่งอาจก่อผลร้ายต่อตนเองและผู้อื่น
- กระทู้ที่สมาชิกตั้งหรือข้อความที่ท่านแสดงความคิดเห็น จะแสดงผลทันทีหลังการโพสต์ เว้นแต่ในกรณีที่มีความจำเป็น ข้อความที่โพสต์อาจจะไม่ขึ้นโดยอัตโนมัติ ( สมัครสมาชิกคลิกที่นี่ )
- ขอสมาชิกให้ความเคารพต่อสิทธิของผู้อื่นและตนเองในการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
- ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ หรือ สิ่งอื่นใดที่เขียนหรือนำเข้าโดยสมาชิกแต่ละท่าน เป็นการแสดงความคิดเห็นของท่านเหล่านั้น ไม่ใช่มุมมองและความคิดเห็นของเว็บนี้ ทางเว็บไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ กรุณาใช้วิจารณญาณและดุลยพินิจ
- หากเนื้อหา หรือ ข้อความใดๆ ที่ท่านคิดว่าไม่เหมาะสม ท่านสามารถแจ้งลบได้ ทางทีมงานจะพิจารณาเพื่อลบข้อความเหล่านั้น ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทางเว็บขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยตรวจสอบดูแล
- ผู้ดูแลเว็บไซท์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบข้อความใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความหายต่อบุคคลอื่น พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ท่านทราบ
เนื่องจากความคิดเห็นที่แสดงด้านบนถูกส่งขึ้นโดยอัตโนมัติจากผู้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เจ้าของเว็บไซท์ ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ หากข้อความในกระทู้ พาดพิงบุคคลอื่นในทางเสียหาย และหากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม โปรดแจ้งทีมงานโดยด่วน เพื่อดำเนินการต่อไป
แจ้งลบหัวข้อ