หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

  • Samui Latin and Jazz Week

หน้าทอนฟอรั่ม

วงน้ำชาออนไลน์ พูดคุย แลกเปลี่ยน เสนอแนะ

EIA มาตรฐานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมไทยที่รัฐต้องทบทวน

by Network.Samui @June,19 2013 18.45 ( IP : 101...13 ) | Tags : หน้าทอนฟอรั่ม , ปิโตรเลียม

{EIA มาตรฐานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมไทยที่รัฐต้องทบทวน}


@ เข้าสู่ภาพต้นทางที่นี่ ...........(Click)


การศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือที่เราเรียกติดปากว่า EIA (Environmental Impact Assessment) หมายถึงการประเมินผลกระทบจากโครงการพัฒนาที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเสี่ยงที่จะมีผลต่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อธรรมชาติ ซึ่งบางครั้งอาจนำไปสู่ภัยภิบัติต่อสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง วัตถุประสงค์ของการประเมินก็เพื่อให้เป็นการประกันได้ว่า ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ได้พิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบของโครงการพัฒนาที่จะมีต่อสิ่งแวดล้อมก่อนทำการอนุมัติให้ดำเนินโครงการ

ตามหลักการและวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น หากหน่วยงานที่รับผิดชอบมีการปฏิบัติอย่างเข้าใจ และมีความเที่ยงธรรมแล้ว กระบวนการ EIA ก็จะเป็นกระบวนการที่เป็นที่พึ่งของประชาชน สามารถสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนได้ แต่จากการมีประสบการณ์ตรงในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จากกรณีโครงการขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่สัมปทาน รอบๆ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน พบว่ากระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ถือปฏิบัติกันอยู่ มิได้มีเป้าประสงค์ที่จะศึกษาผลกระทบจากการดำเนินโครงการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบ เสมือนหนึ่งว่าเป็นการศึกษาเพื่อให้ครบกระบวนความตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่าบริษัทผู้รับทำ EIA ยังไม่เคยมีรายงานปรากฏให้เห็นเลยว่า ผู้รับสัมปทานรายใดไม่ควรจะดำเนินโครงการ ในขณะเดียวกันหน่วยงานผู้พิจารณาโครงการก็ไม่ปรากฏเช่นกันว่า มีมติสั่งระงับการขุดเจาะสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมหลุมใดหรือแปลงใด

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ EIA เป็นเพียงเครื่องมือหาความชอบธรรม ในการเข้าถึงทรัพยากรของประเทศ จึงเกิดกระแสการต่อต้านและไม่ยอมรับ การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของบริษัท รวมถึงการไม่ยอมรับในเนื้อหา หรือระเบียบปฏิบัติของ EIA เอง ดังเป็นข่าวปรากฏแทบทุกพื้นที่ในภาคใต้ที่มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น

ความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดทำ EIA

1. การแจ้งข้อมูลข่าวสารล่าช้าไม่ทั่วถึง
ในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น เกือบทุกกรณีผู้เข้าร่วมเวทีจะได้รับการแจ้ง วันเวลา อย่างกระชั้นชิด หรือไม่ได้รับทราบ ไม่ทั่วถึง ทำให้มีผู้เข้าร่วมน้อย และไม่มีการเตรียมตัว ควรจะต้องมีการระบุให้เป็นระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนถึงระยะเวลาที่เหมาะสม และจะต้องใช้สื่อประเภทใดบ้าง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง

2.  การคัดเลือกพื้นที่และกลุ่มตัวอย่างรับฟังความคิดเห็นไม่เหมาะสม
ในทางปฏิบัติ บริษัทผู้ศึกษาผลกระทบมักเลือกพื้นที่ศึกษาที่เห็นว่าจะได้คำตอบที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทผู้ว่าจ้าง (ผู้รับสัมปทาน) เช่น พื้นที่ห่างไกลจากแท่นขุดเจาะ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับสภาพพื้นที่และปัญหาที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นการเลือกพื้นที่รับฟังความคิดเห็น ควรจะได้รับการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เป็นกลาง หรือราชการ หรือคณะกรรมการที่มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณา

การเลือกกลุ่มตัวแทนเพื่อเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นหรือเพื่อสอบถามความคิดเห็น มักไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่และกลุ่มอาชีพ ทำให้ประชาชนจำนวนมากยังไม่รับทราบว่ามีการเข้ามารับฟังความคิดเห็นแล้ว ในขณะที่บริษัทผู้จัดมักเน้นการเชิญข้าราชการ หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทนองค์กร ทำให้บรรยากาศการประชุมไม่เอื้อต่อการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

3. รูปแบบการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น
โดยส่วนใหญ่แล้ว บริษัทที่ปรึกษาผู้จัดเวทีมักเลือกเอาสถานที่ราชการ เช่น ศาลากลางจังหวัด เทศบาล อำเภอ หรือแม้แต่ใน สำนักงานพลังงานจังหวัดเป็นสถานที่จัด แล้วนำเอาข้าราชการระดับสูงมาเป็นประธาน เพื่อผลทางจิตวิทยาต่อผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งหากประธานมีความโน้มเอียงไปทางผู้รับสัมปทาน ก็ยิ่งทำให้เป็นเวทีไม่มีผู้คัดค้าน หรือมีก็น้อย ในบางกรณี หน่วยราชการ เช่น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ก็เคยลงมาเป็นผู้ดำเนินรายการเอง จัดเวทีร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งก็ยิ่งทำให้ดูไม่เหมาะสมมากขึ้น เพราะผู้ดำเนินรายการมักวางตัวไม่เป็นกลาง

4. การหลีกเลี่ยงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น เป็นวิธีการที่บริษัทที่ปรึกษาและบริษัทน้ำมันนิยมปฏิบัติ (Focus Group) โดยการนัดหมายการพูดคุยในกลุ่มเล็กๆ อาจนัดหมายเฉพาะบุคคลคนเดียว หรือ 2 – 3 คน การพูดจามีเหตุผล หว่านล้อม และเสนอประโยชน์ สามารถเปลี่ยนความคิด หรือลดระดับการต่อต้านลงได้ หากไม่มีความมั่นคงในจิตใจเพียงพอ หรือขาดข้อมูลข้อเท็จจริงที่จะโต้แย้งความคิด การพูดคุยแบบเจาะรายบุคคลเช่นนี้ บริษัทที่ปรึกษามักอ้างว่าเป็นขั้นตอนและวิธีการหนึ่งในการศึกษาผลกระทบ และอ้างความชอบธรรม ว่าได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขตามกฎหมาย และอ้างต่อชุมชนได้ว่าได้มีการรับฟังความคิดเห็นแล้ว

5. เนื้อหาในการศึกษาผลกระทบทำไม่ครบถ้วน
การศึกษาผลกระทบทุกบริษัทมิได้ทำการประเมินผลกระทบ หรือความเสียหายในเชิงธุรกิจของพื้นที่ ในกรณีที่เกิดน้ำมันรั่วไหล แต่กลับพยายามบอกว่า ไม่มีโอกาสจะเกิดการรั่วไหล เนื่องจากสารพัดเหตุผล เช่น มีมาตรฐานการทำงานดี มีระบบควบคุมน้ำมันรั่วไหลที่ดี ซึ่งไม่ใช่การตอบคำถามของสังคม การหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามก็เนื่องจากว่า หากเกิดเหตุการณ์รั่วไหลที่รุนแรงจริงบริษัทผู้รับสัมปทานไม่สามารถจะชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ทั้งความเสียหายต่อธุรกิจด้านท่องเที่ยว และด้านอื่นๆ ที่มีที่ตั้งอยู่บนเกาะและนอกเกาะ ทั้งนี้เนื่องจากว่าขนาดและจำนวนประเภทธุรกิจที่เชื่อมโยงอยู่กับการท่องเที่ยวบนเกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่านั้น มีขนาดใหญ่มาก และมีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าที่บริษัทจะรับชดเชยค่าเสียหายได้ แต่ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการศึกษาว่าหากเกิดกรณีสถานการณ์เลวร้ายขึ้น มีอะไรบ้างที่กระทบ และคิดเป็นมูลค่าเท่าไร

การประเมินความเสียหายต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็เช่นเดียวกับกรณีความเสียหายเชิงธุรกิจ ในกรณีเกิดสถานการณ์เลวร้ายขึ้น ธรรมชาติอะไรบ้างที่ต้องสูญเสียไป หรือต้องฟื้นฟูให้กลับมาเช่นเดิม เช่น คุณภาพน้ำทะเล ปะการัง หญ้าทะเล สัตว์หายาก หาดทราย เป็นต้น และหากประเมินเป็นมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์แล้วคิดเป็นมูลค่าเท่าไร สิ่งเหล่านี้บริษัทผู้ศึกษาผลกระทบมิเคยเอ่ยถึง และไม่ต้องการให้ประชาชนได้เรียนรู้ข้อเท็จจริง

6. การสรุปเนื้อหารายงานผลกระทบไม่สอดคล้องความเป็นจริง
ในการสรุปเนื้อหาการประชุมรับฟังความคิดเห็น บริษัทผู้จัดมักสรุปไม่ครบถ้วน ความเห็นที่ขัดแย้งจะไม่ได้รับการบันทึกเสมอ เช่นในรายงานการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 ที่เกาะสมุย ของบริษัทซาลามานเดอร์ แปลง G4/50 ก็ไม่มีบันทึกในรายงานว่ามีผู้คัดค้านจำนวนมากจนไม่สามารถเปิดเวทีได้ และเช่นเดียวกับการยื่นหนังสือให้การรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ของบริษัทซาลามานเดอร์เป็นโมฆะที่สำนักงานพลังงานจังหวัดเมื่อวันที่ 3 พ.ค.2556 ก็ไม่มีบันทึกในรายงานการประชุม ซึ่งเป็นการบิดเบือนความจริงและไม่ประสงค์จะให้คณะกรรมการ คชก.ทราบ ดังนั้นการสรุปข้อมูลอื่นๆ ที่ดำเนินการโดยบริษัทที่ปรึกษา จึงอนุมานได้ทำนองเดียวกันว่า ไม่อาจจะให้ความเชื่อถือไว้วางใจได้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงธรรม ไม่มีความลำเอียงเพื่อให้บริษัทผู้ว่าจ้างได้ประโยชน์

7.  การพิจารณาของคณะกรรมการ คชก. ขาดความโปร่งใส
การสรุปความเห็นขั้นคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ซึ่งเป็นผู้พิจารณาอนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม  เป็นขั้นตอนที่ประชาชนมีความรู้สึกว่ามีการทำงานที่ปกปิด ขาดการเปิดเผยข้อมูล และการทำงานต่อสาธารณชน เช่น รายชื่อคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง มีบุคคลใดบ้าง ผ่านการคัดสรรโดยใคร และวิธีใด มีสัดส่วนของคณะกรรมการเช่นไร และประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง และเพราะเหตุใด เสียงคัดค้านของประชาชนเป็นเวลาถึง 4 ปีเต็ม จึงไม่มีผลต่อการระงับยับยั้งการอนุมัติผ่าน EIA ได้เลย จึงสมควรที่จะเปิดเผยและเผยแพร่การทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ให้สาธารณะชนได้รับรู้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อสร้างความโปร่งใสในการทำงาน และไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองและผลประโยชน์อย่างที่ประชาชนเข้าใจ

8.  การเสนอประโยชน์แอบแฝงให้กับชุมชน
ในช่วงปี 2553 เป็นที่ทราบกันดีว่ากระแสการคัดค้านการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมเกิดขึ้นแทบทุกชุมชนในเกาะทั้งสาม ดังนั้นวิธีการที่บริษัทน้ำมันจะได้รับการยอมรับ ก็คือการเปลี่ยนความคิดของชุมชน ดังนั้นในช่วงปี 2553 เป็นต้นมา เราจึงพบเห็นความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ของบริษัทน้ำมันทั้งของต่างชาติและสัญชาติไทย มอบให้กับชุมชน โรงเรียน องค์กร ภาคธุรกิจ กลุ่มอาชีพต่างๆ องค์กรปกครองท้องถิ่น องค์กรสื่อ รวมทั้งที่อาจแอบแฝงมากับโครงการของภาคราชการที่ยังไม่อาจตรวจสอบยืนยันได้ ความพยายามอย่างต่อเนื่อง โดยมีเงินทุนและบุคลากรสนับสนุนดำเนินการ ได้ทำให้ชุมชนเกิดความคิดที่สนับสนุนการขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมากขึ้น รวมทั้งเกิดความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยและไม่พอใจในตัวบุคคล และกลุ่มที่เคลื่อนไหวคัดค้านการขุดเจาะสำรวจ เพราะอาจทำให้ไม่ได้ประโยชน์หรือความช่วยเหลือที่คาดหวังว่าจะได้ ตัวอย่างรูปธรรมที่พบเห็นความช่วยเหลือแบบมีประโยชน์แอบแฝง เช่น การทาสีโรงเรียน การมอบเงินสนับสนุนให้องค์กรสื่อในจังหวัดสุราษฎร์ธานี การจัดกิจกรรมไปศึกษาดูงาน เป็นต้น การเปลี่ยนความคิดโดยใช้เงินและวัตถุเป็นตัวล่อ เป็นวิธีการที่สร้างความเห็นแก่ตัวและความแตกแยกให้เกิดขึ้นกับสังคมอย่างเลวร้าย จนอาจกล่าวได้ว่า สังคมมองไม่เห็นคุณธรรม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและชาติบ้านเมือง เป็นปฐมบทของการล่มสลายของชุมชน วัฒนธรรมและประเทศชาติในที่สุด

@ เข้าสู่ Album; ต้นทางที่นี่ ...........(Click)




ข้อเสนอเพื่อแก้ไขการศึกษาผลกระทบ (EIA)

1.) ภาครัฐต้องทบทวนทำความเข้าใจต่อหลักสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน
ในสภาพความจริงที่ปรากฏ การกระทำตามนโยบายด้านพลังงานของรัฐที่กำลังสร้างผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและการดำรงชีพตามปกติสุขของประชาชนและชุมชนต่างๆ ล้วนไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐตามระบบประชาธิปไตย ที่รัฐต้องคำนึงถึงหลักสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 66 และ 67 ที่กำหนดว่า ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิในการรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลย์และยั่งยืน เช่นเดียวกับหลักสิทธิมนุษยชน กฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญไทย ได้นิยามของสิทธิมนุษยชนครอบคลุมทั้งสิทธิ, เสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม การละเลยหรือเพิกเฉยที่จะปฏิบัติตาม หลักสากลที่สำคัญในการบริหารประเทศ เท่ากับเป็นการละเมิดต่ออธิปไตยของปวงชน ซึ่งนิยามว่าประชาชนคือผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ

2.) รัฐต้องเร่งทบทวนการทำงานของหน่วยงานที่พิจารณาอนุมัติโครงการให้ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
นอกจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 67 ได้ให้สิทธิแก่บุคคลที่จะร่วมกับรัฐและชุมชน ในการอนุรักษ์บำรุงรักษา ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม แล้วยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น พรบ.ป่าไม้ 2484, พรบ.วัตถุอันตราย 2535, พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 เป็นต้น แต่ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับทวีความรุนแรงขึ้น สาเหตุหลักก็คือ การเลือกปฏิบัติ และขาดการบังคับใช้อย่างจริงจัง เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นจำนวนมากถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะที่กลุ่มทุนที่มีทั้งเงินทุนและสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจอิทธิพลต่างๆ กลับทำให้ยาก (รุจิระ บุญนาค) ไม่ต่างกับกรณีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน จากการขุดเจาะปิโตรเลียมประชิดชุมชนบนเกาะและชายฝั่ง อีกทั้งยังตั้งอยู่บนฐานทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งวางไข่และเติบโตของปลาหลากหลายสายพันธุ์ หน่วยงานรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาอนุญาตให้มีการขุดเจาะสำรวจ และผลิตปิโตรเลียม เช่น คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและแผน (สผ.) กลับเพิกเฉยที่จะสั่งระงับโครงการ เพื่อให้มีการทบทวนตรวจสอบตามการเรียกร้องเป็นเวลากว่า 4 ปี ของประชาชนในพื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า จึงเป็นการสมควรที่รัฐต้องทบทวนการพิจารณาการปฏิบัติงานของผู้เกี่ยวข้องกับการอนุมัติการดำเนินตามโครงการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียม โดยยึดเอาหลักและเจตนารมณ์ของกฎหมายสิ่งแวดล้อม มาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชาติ

3.)  ต้องแก้ไขระเบียบเงื่อนไขกฎหมาย เพื่อการทำ EIA ที่สมบูรณ์

3.1)  รัฐต้องมีการผนวกการขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้อยู่ในประเภทโครงการก่อผลกระทบ “รุนแรง” เพื่อมิให้เป็นช่องทางให้ผู้ก่อผลกระทบใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ควรแก้ไขเงื่อนไขทางกฎหมาย ให้ครอบคลุมทุกประเภทโครงการ ไม่ว่าประเภทใด เล็กหรือใหญ่ หากมีหลักฐานหรือข้อมูลชี้ชัดว่าได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีการดำรงชีพของชุมชนแล้ว จะต้องมีการศึกษาผลกระทบอย่างละเอียดและรอบด้าน รวมทั้งด้านยุทธศษสตร์การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจมวลรวมและชุมชน, สุขภาพ และความมั่นคงทางสังคม

3.2)  บริษัทหรือองค์กร ผู้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมต้องมีความเป็นกลาง คุณสมบัติของความเป็นกลาง ต้องได้มาจากการยอมรับจากหน่วยงานและองค์กรที่มีความเป็นกลางที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ ปัจจุบันบริษัทผู้รับศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่มีความเป็นกลาง มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทผู้รับสัมปทาน ทำให้การศึกษาผลกระทบ ไม่อาจเชื่อถือได้ในสายตาของประชาชน กระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากโครงการขนาดใหญ่ จำเป็นต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานทางวิชาการที่ไม่ได้อาศัยงบประมาณ หรือความช่วยเหลือจากกลุ่มทุนใดๆ

@ เข้าสู่ Album; ต้นทางที่นี่ ...........(Click)




ความเข้มแข็งของชุมชนคือทางออก

EIA เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการใช้กฎหมายหรือระเบียบควบคุม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อสังคม ตราบใดที่ผู้ที่ใช้กฎหมายหรือผู้กำกับหรือผู้ร่างกฎหมาย ยังไม่เข้าใจในบทบาทหน้าที่ต่อชาติบ้านเมือง ตราบนั้น EIA ก็คงยังตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุน นักการเมือง และระบบการเมืองปัจจุบัน ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องการรายได้หรือผลกำไร เพื่อรักษาฐานอำนาจทางการเมือง อำนาจการบริหารแผ่นดินมาเพื่อแสวงประโยชน์เฉพาะกลุ่มและพวกเป็น วัฏจักรชั่วร้ายของการเมืองไทย ดังนั้นปัญหาการละเมิดชุมชนและทรัพยากร โดยการใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเพียงปลายเหตุของปัญหาใหญ่ของประชาชนและประเทศ

การเปลี่ยนหรือการลดอิทธิพลของกลุ่มธุรกิจการเมืองลงเท่านั้น จึงจะทำให้ระบบระเบียบทางกฎหมายต่างๆ ไม่ถูกละเมิดโดยอิทธิพลของนักการเมืองและผู้มีอิทธิพล แต่จะลดหรือแก้ไขระบบโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมไม้ร่วมมือกันของประชาชนและชุมชน ซึ่งนั่นหมายความว่าภาคประชาชนจะต้องมีความเข้มแข้ง ความสามัคคีกัน ความเข้มแข็งของชุมชนเกิดจากปัจจัยหลายประการ กล่าวคือ

(1.)  ต้องมีความรักและรู้คุณของแผ่นดินเกิดและทำกิน
การรู้รากเหง้า รู้ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม สร้างความภาคภูมิใจ ความหวงแหน ยามมีภัยรุกราน ชุมชนจะพร้อมที่จะปกป้องรักษาถิ่นฐานของชุมชนอย่างมีความเข้มแข็งและสามัคคี

(2.) ความรู้ในบริบทของพื้นที่
ความรู้เชิงวิเคราะห์ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของชุมชน เป็นสิ่งจำเป็ฯที่ชุมชนต้องมี ต้องศึกษา เพื่อใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ของตนเอง และเป็นข้อมูลเปรียบเทียบที่สำคัญในกรณีมีการวิเคราะห์พื้นที่ของชุมชน โดยหน่วยวานหรือองค์กรอื่น การมีข้อมูลของตัวเองอย่างละเอียดและรอบด้านเป็นเสมือนเกราะกำบังภัยให้กับชุมชน

(3.) การมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว สังคมไทยเป็นสังคมหนึ่งที่มีความอ่อนแอในเรื่องหลักศีลธรรมและคุณธรรม อาจมีสาเหตุมาจากการมุ่งพัฒนาทางด้านวัตถุ เน้นการพัฒนาประเทศจากการระดมทุน เน้นความสุขสบายที่ต้องพึ่งพิง “เงิน” เป็นสำคัญ ผู้คนจึงละเลยต่อการสร้างความเจริญ “ด้านใน” ผลที่ตามมา เราจึงเห็นสภาพช่องว่างทางฐานะและสังคมไทยมากขึ้นๆ มีความแตกแยกกันมากขึ้น ประชาชนตกเป็นเครื่องมือของระบบทุนสามานย์ และระบบการเมืองผลประโยชน์ ระบบราชการที่ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ สิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงจาก “การพัฒนาที่ไม่มีสมดุลย์ ท่านอาจารย์พุทธทาส ภิกขุ ปราชญ์ยิ่งใหญ่ทางศาสนา จึงได้ให้สติกับคนไทยและคนทั้งโลกมาช้านานแล้วว่า “ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาวินาศ”

ปัญหาจากกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA ที่ไม่เป็นธรรม เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสภาพปัญหาความขัดแย้งทางสังคมของคนไทยที่เกิดขึ้นจากความไม่เป็นธรรม สังคมไทยจะยังคงอยู่ในสภาวะความขัดแย้งจากระบบทุนนิยมที่ขาดคุณธรรมกำกับอีกนานแค่ไหน คงไม่มีใครให้คำตอบได้ อย่างไรก็ตาม ตราบเท่าที่ภาคประชาชนมีความสามัคคี ไม่ติดอยู่ในกับดักความรุนแรงและความเกลียดชังที่การเมืองผลประโยชน์เป็นผู้กำหนด และเติบโตขึ้นบนฐานความรู้และความรักความหวงแหนในแผ่นดิน ต้องการเห็นความถูกต้องและเป็นธรรมของสังคมทุกระดับเกิดขึ้น ต้องการเห็นประเทศมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนฐานทรัพยากร และรากทางสังคมแห่งความเป็นไทย ตราบนั้นเรายังมีความเชื่อและความหวังเสมอว่า สักวันหนึ่งสังคมไทยจะหลุดพ้นจากอำนาจการฉุดรั้งของระบบทุนนิยมขาดคุณธรรม (สามานย์) ด้วยพลังปัญญาอันบริสุทธิ์ของประชาชนที่กำลังสานโยงเชื่อมต่อเป็นรูปร่างอย่างมุ่งมั่น


อานนท์  วาทยานนท์
กรรมการธรรมาภิบาล จังหวัดสุราษฎร์ธานี
3 มิถุนายน 2556

@ สามารถ Download บันทึกนี้ เป็น PDF เพื่อสะดวกในการอ่านได้ที่นี่ ...........(Download)

......