หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

หน้าทอนฟอรั่ม

วงน้ำชาออนไลน์ พูดคุย แลกเปลี่ยน เสนอแนะ

โมฆะ EIA ภาพสะท้อนความล้าหลังและ ความไม่เป็นธรรมในระบบราชการไทย

by Network.Samui @June,02 2013 21.57 ( IP : 118...123 ) | Tags : หน้าทอนฟอรั่ม

โมฆะ EIA ภาพสะท้อนความล้าหลังและ

ความไม่เป็นธรรมในระบบราชการไทย

(ภาพประกอบจาก EIA ท่าฉาง 29 พ.ค.’56)
(Click ที่ภาพเข้าสู่ Album; EIA ท่าฉาง 29.05.2013 ; L52/50 Thachana 1A,1B )




การรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 ของบริษัท Carnarvon ผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม แปลง L52/50 เพื่อขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่ อ.ท่าฉาง จ.สุราษฏร์ธานี เป็นอีกหนึ่งเวทีที่ตอกย้ำความล้มเหลวของรัฐในการดำเนินนโยบายสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมประเทศ การแสดงออกของประชาชนเกิดขึ้น ณ ห้องประชุม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2556 บ่งบอกถึงความไม่ไว้วางใจ และผิดหวังต่อระบบวิธีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ของรัฐที่ดำเนินการโดยบริษัทที่ปรึกษาของบริษัทผู้รับสัมปทาน ที่ไม่อาจสะท้อนสภาพปัญหาผลกระทบและความต้องการของประชาชนในสภาพเป็นจริงได้ ซึ่งได้นำไปสู่การพิจารณาอนุมัติที่ผิดพลาดของคณะกรรมการผู้ชำนาญการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสิ่งแวดล้อมและแผน (สผ.) และกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เสมือนหนึ่งต่างรู้เห็นเป็นใจกับความต้องการของบริษัทผู้รับสัมปทาน


การศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือที่เราเรียกติดปากว่า EIA (Environmental Impact Assessment) หมายถึงการประเมินผลกระทบจากโครงการพัฒนาที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเสี่ยงที่จะมีผลต่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อธรรมชาติ ซึ่งบางครั้งอาจนำไปสู่ภัยภิบัติต่อสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง


วัตถุประสงค์ของการประเมินก็เพื่อให้เป็นการประกันได้ว่า ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ได้พิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบของโครงการพัฒนาที่จะมีต่อสิ่งแวดล้อมก่อนทำการอนุมัติให้ดำเนินโครงการ


การตอบโต้ของประชาชนโดยให้เวทีการรับฟังความคิดเห็นของบริษัทที่ปรึกษาเป็นโมฆะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เวทีการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 แปลงสัมปทาน G4/50 ของบริษัทซาลามานเดอร์ ถูกประชาชนยื่นหนังสือให้การประชุมเป็นโมฆะ เช่นเดียวกับเวทีการรับฟังความคิดเห็น แปลงสัมปทาน G10/48 ของบริษัท Pearl Oil ที่ถูกประชาชนชาวนครศรีธรรมราช คัดค้านและประกาศเป็นโมฆะเช่นกัน การดื้อแพ่งของประชาชนต่อกรณีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม มิได้กระทำด้วยอารมณ์หรือไม่มีเหตุผล หากแต่เป็นการใช้หลักฐาน หลักเกณฑ์ทางวิชาการ มีเหตุผลและกฏหมายรัฐธรรมนูญรองรับการกระทำ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการศึกษาและพิจารณาการศึกษาผลกระทบ เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและวิธีการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการยอมรับจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดให้เกิดกับประเทศชาติและประชาชน


อย่างไรก็ตาม แนวคิดและการกระทำของประชาชนในการปกป้องทรัพยากร เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนส่วนมาก และเลือกที่จะกำหนดอนาคตของชุมชนตามสิทธิทางรัฐธรรมนูญ มักถูกมองในแง่ลบจากภาคราชการ เช่นอาจถูกป้ายสีว่าเป็นพวกขัดขวางการพัฒนาของประเทศ หรือเป็นพวกรับสินบน หรือเป็นพวกก่อกวนจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เป็นต้น การมองความคิดของประชาชนเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อการ “เปิดใจยอมรับสภาพความเป็นจริงที่มีอยู่ในสังคม” โอกาสของภาคประชาชนจะผลักดันแนวคิดไปสู่ความสำเร็จ นอกจากจะยากแล้ว ยังอาจโดนขัดขวางการทำงานในหลายๆ รูปแบบ รวมทั้งอาจเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของประชาชน ดังที่เคยเกิดขึ้นเสมอๆ


ประเด็นหลักแห่งความขัดแย้งระหว่างรัฐและประชาชน ทั้งในระดับนโยบายรัฐ และในระดับข้าราชการผู้ปฏิบัติตามนโยบาย มีสาเหตุบางประการที่ควรพิจารณาคือ
  1. ประชาชนขาดการมีส่วนร่วมต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาทุกระดับ
  2. รัฐกลางผูกขาดอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งเชิงนโยบายและงบประมาณ
    ขาดการกระจายอำนาจอย่างเป็นรูปธรรม
  3. การปล่อยให้กลุ่มทุนมีบทบาทอำนาจทางการเมือง การบริหารเกินสมดุลย์ สามารถกำหนดนโยบายต่างๆ ที่ไม่มีความเป็นธรรม และกระทบต่อสิทธิชุมชนและทรัพยากรของชาติ

แนวความคิดหลักของประชาชนในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในภาคใต้ ประชาชนต้องการรักษาฐานทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ เพื่อการสร้างอาชีพและรายได้ จากภาคเกษตรกรรม ประมง การท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องกับการเกษตร และปฏิเสธการพัฒนาไปสู่แหล่งอุตสาหกรรมที่ทำลายสมดุลย์ของระบบนิเวศน์ กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวิถีชุมชนดั้งเดิม เช่น นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนสู่ผู้กำหนดยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ หรือ รัฐบาลหลายๆ ชุดที่ผ่านมาโดยตลอด ผ่านเวที และสื่อสาธารณะ ในหลายรูปแบบและเวลา รวมทั้งผ่านเวทีองค์กรภาคประชาสังคมที่รัฐเป็นผู้สนับสนุนจัดตั้ง เช่น เวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ หรือ เวทีสมัชชาปฏิรูประดับชาติ เป็นต้น แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลเกือบทุกรัฐบาลที่ขึ้นมากุมอำนาจบริหาร มองการพัฒนาประเทศจากฐานของการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะจากทุนข้ามชาติ ซึ่งมักจะใช้ทรัพยากรในประเทศของเราเป็นฐานในการผลิต ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน น้ำ สินธุแร่ พลังงาน หรือแรงงาน ขณะที่ปัญหาตามมา คือ ของเสียจากการผลิต ที่สร้างผลกระทบต่อความยั่งยืนของวิถีชุมชน สุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งผลตอบแทนที่ไม่เป็นธรรมกับคนส่วนใหญ่ กลับเป็นปัญหาใหญ่ที่ซ้ำเติมประชาชนผู้เป็นเจ้าของทรัพยากร


สังคมไทยจะยังคงอยู่ในสภาวะความขัดแย้งจากระบบทุนนิยมที่ขาดคุณธรรมกำกับอีกนานแค่ไหน คงไม่มีใครให้คำตอบได้ อย่างไรก็ตาม ตราบเท่าที่ภาคประชาชนมีความสามัคคี ไม่ติดอยู่ในกับดักความรุนแรงและความเกลียดชังที่การเมืองผลประโยชน์เป็นผู้กำหนด และเติบโตขึ้นบนฐานความคิดที่ต้องการเห็นความถูกต้องและเป็นธรรมของสังคมทุกระดับเกิดขึ้นในประเทศ และบนฐานความคิดที่ต้องการเห็นประเทศมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนฐานทรัพยากร และรากทางสังคมแห่งความเป็นไทย ตราบนั้นเรายังมีความเชื่อและความหวังเสมอว่า สักวันหนึ่งสังคมไทยจะหลุดพ้นจากอำนาจการฉุดรั้งของระบบทุนนิยมขาดคุณธรรม (สามานย์) ด้วยพลังปัญญาอันบริสุทธิ์ของประชาชนที่กำลังสานโยงเชื่อมต่อเป็นรูปร่างอย่างมุ่งมั่น


อานนท์  วาทยานนท์
กรรมการธรรมาภิบาล จังหวัดสุราษฎร์ธานี
1 มิถุนายน 2556




(เปิดอ่าน และ Download เอกสารได้ที่เส้นทาง
https://docs.google.com/file/d/0ByOTFueb5ogLRkNPUXNvYXhVZXM/edit?usp=sharing)

.....