**"บ่อน้ำมันสมุย" วิกฤติและโอกาสที่สังคมควรเรียนรู้**
อานนท์ วาทยานนท์ ;
ผู้ประสานงานร่วม เครือข่ายปกป้องเกาะแห่งชีวิต
สมุย พะงัน เกาะเต่า และหมู่เกาะอ่างทอง
25 เมษายน 2556
เป็นเวลาเกือบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2552 ที่คนสมุยได้ลุกขึ้นมาต่อสู้คัดค้าน โครงการขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแปลงสัมปทานรอบๆ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ แปลง G4/50 ของบริษัทเซฟรอน , B8/38 ของบริษัทซาลามานเดอร์ (ของหลุมผลิตเพิ่ม), G5/50 ของบริษัทนิวคอสตอล และ G6/48 ของบริษัทเพิร์ลออย (อมตะ) ท่ามกลางการคัดค้านด้วยเหตุผล ว่าจะทำให้เกิดความล่มสลายของธุรกิจท่องเที่ยวและแหล่งอาหารทะเล ที่สำคัญของคนทั้งประเทศ แต่รัฐและบริษัทน้ำมัน ก็สามารถผลักดันเปิดดำเนินการขุดเจาะสำรวจได้ ในแปลง G5/50 และ G6/48 แม้ว่ากระแสคัดค้านที่เกิดขึ้นในภายหลังจะมีผลในการประวิงเวลาในการขุดเจาะสำรวจของบริษัทต้องเนิ่นนานออกมาบ้าง แต่อาศัยระบบราชการและงบประมาณที่กลุ่มทุนพลังงานมีอยู่ จึงยังคงเดินหน้าแผนการขุดเจาะสำรวจอย่างไม่ลดละ ดังปรากฏเป็นข่าวคราวที่คนสมุยต้องลุกขึ้นมาคัดค้านการเดินหน้าของโครงการอีกครั้ง ทั้งในพื้นที่เดิมที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ และในพื้นที่ใหม่ (ของ ปตท.สผ. ; B6/27) แต่ยุทธการ “โยนหินถามทาง” โดยมีแผนจะขุดเจาะสำรวจให้ได้ในเดือนเมษายน 2556 นี้ ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ก็ต้องพบกับอุปสรรค จากฐานมวลชนทั่วประเทศที่กระโดดเข้าร่วมกับคนในเกาะร่วมปกป้องเกาะแห่งชีวิต สมุย พะงัน เต่าและหมู่เกาะอ่างทอง เพราะเห็นว่า โครงการนี้จะสร้างผลกระทบกับคนไทยทั้งประเทศ และไม่คุ้มค่ากับการสูญเสียแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งอาหารที่สำคัญของคนไทยและคนทั้งโลก
การออกมาส่งสัญญาณคัดค้านในครั้งนี้ แม้จะดูเงียบๆ แต่ในความเงียบ กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความแหลมคมลุ่มลึกของการใช้ปัญญาความรู้และความเมตตาธรรม ที่ดูเหมือนจะเป็นวิธีการที่ถูกทำให้ขาดหายไปในสังคมปัจจุบันที่ใช้เงิน อำนาจ และความรุนแรงในการให้ได้มาซึ่งความต้องการของตนเอง
กิจกรรมการคัดค้านที่จัดขึ้นโดยเครือข่ายปกป้องเกาะแห่งชีวิต ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เช่นการสัมมนาเชิงถอดบทเรียนความสำเร็จในการต่อสู้กับโครงการขนาดใหญ่ของรัฐและกลุ่มทุนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ปัญญาและข้อมูลข้อเท็จจริงของชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 19-20 มีนาคม 2556 การจัดพิธีทำบุญเกาะ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2556 และการร่วมเดินรอบเกาะสมุย เมื่อวันที่ 4 – 10 เมษายน 2556 กับ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เพื่อกอบกู้ความรักความสามัคคีและรากทางสังคมของชุมชน ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างความเข้มแข็ง “ด้านใน” ให้เกิดขึ้นกับสังคมทั้งภายในและนอกเกาะสมุย และเป็นการสื่อสารให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลักดันให้มีการขุดเจาะปิโตรเลียม ได้มีมโนสำนึกกับความทุกข์ของชุมชน และความทุกข์ร้อนของประเทศที่จะเกิดขึ้นหากยังมีการเดินหน้าโครงการต่อไป
มรรคหรือทางออกจากความทุกข์ของคนในเกาะและคนไทยทั่วไป จากการให้สัมปทานที่ไม่เป็นธรรมของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ดูเหมือนจะติดอยู่ที่ความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงถึงกับภาคการเมืองใหญ่และของกลุ่มทุนพลังงานทั้งนอกและในประเทศ ดังนั้นเงื่อนไขที่จะสลายปัญหาเรื่องการขุดเจาะปิโตรเลียม ในครั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยหลายๆ ด้านที่สังคมควรร่วมกันพิจารณาเรียนรู้ คือ
1) การทำความเข้าใจต่อ “ด้านใน” หรือ จิตวิญญาณ ของความเป็นมนุษย์ของปัจเจกและสังคม โดยเฉพาะกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายหรือเป็นผู้ปฏิบัติ ความเข้าใจต่อด้านในของชีวิตอย่างถ่องแท้ หรือเป็นคนมีศีลธรรม ย่อมนำไปสู่การใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาของสังคม โดยไม่ติดกับดักของความรุนแรงและเข่นฆ่าทำลายกัน เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการของตนเอง
2) รัฐ ในฐานะเป็นผู้สร้างผลกระทบ จากการเป็นผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงาน ต้องเปิดใจกว้างในการสร้างการมีส่วนร่วมของสังคมทุกระดับ เพื่อหาจุดร่วมของนโยบายที่ไม่ไปบีบคั้น กดดัน หรือ กดขี่สังคมอย่างไม่เป็นธรรม การยอมรับความจริงและความต้องการกำหนดอนาคตตนเองของสังคม ยอมละวางอัตตาทางนโยบาย จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนข้อกำหนดต่างๆ ในการได้มาของสัมปทานและการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ลงทุนในธุรกิจพลังงานมีการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
3) การปรับตัวของชุมชนให้เกิดภูมิคุ้มกันทางสังคมต่อกระแสทุน หรือการพัฒนาทางวัตถุแบบสุดโต่งและทำลายรากเหง้าของชุมชน ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นได้ ชุมชนต้องสร้างความรัก ความรู้ เคารพในตัวเองและถิ่นฐานชาติกำเนิด ร่วมกันปฏิเสธผลประโยชน์ระยะสั้น และการพัฒนาที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของความชอบธรรม ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นทำให้สังคมมีความเข้มแข็ง มีพลังในการต่อรอง และมีภูมิปัญญาในการกำหนดการก้าวเดินอย่างยั่งยืนให้กับสังคม
4) กลุ่มทุนพลังงานหรือผู้รับสัมปทาน ยอมเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างมีความเคารพและจริงใจ ไม่มุ่งหวังแต่การสร้างผลกำไรอย่างเห็นแก่ตัว ยอมลดเงื่อนไขความต้องการที่จะสร้างผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามกรณีนี้อาจเกิดขึ้นได้ยาก หากไม่มีแรงกดดันจากภาครัฐและการเมือง
5) ภาคการเมืองใหญ่ของประเทศ มีความเชื่อมโยงอย่างซับซ้อน ทั้งในเชิงการบังคับบัญชาและผลประโยชน์เชิงนโยบายกับหลายหน่วยงานของภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องพลังงาน เช่น กระทรวงพลังงาน และโดยอ้อม เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น การกดดันจากภาคประชาชนไปยังภาคการเมือง อาจเป็นทางออกที่เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายด้านพลังงานในพื้นที่รอบๆ เกาะทั้งสามมากที่สุดก็เป็นได้ หากท้องถิ่นมีความเข้มแข็งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เงื่อนไของค์ประกอบที่กล่าวข้างต้น หากสังคมทุกภาคส่วนมีความเป็นเอกภาพ ช่วยกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เกิดประโยชน์อย่างมีสมดุลย์กับทุกฝ่าย โดยอาศัยหลักศีลธรรมและเมตตาธรรมต่อกัน เชื่อว่าในที่สุดแล้ว เราจะสามารถรักษาสมบัติทางธรรมชาตินี้ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อชุมชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในทางตรงกันข้ามหากภาครัฐยังยึดถือนโยบายอย่างแข็งขืน โอกาสที่สังคมไทยจะพบกับการเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรง และแตกแยกกันทางสังคมก็มีโอกาสเป็นไปได้สูง ซึ่งนั่นคงจะไม่ใช่ทางออกที่ดีต่ออนาคตของคนไทยและประเทศไทย
++++++++++
ที่มา ภาพประกอบ
; อินโดฯ รีด ปตท.สผ. 3.5หมื่นล้าน ชดใช้น้ำมั่นรั่ว – ไทยรัฐออนไลน์ 27 พ.ค.2554
http://envir-news.blogspot.com/2011/06/35-27-2554.html

แจ้งลบหัวข้อ




