จาก มติชน (ออนไลน์)
วันที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2551
ปีที่ 31 ฉบับที่ 11164
มติชนรายวัน
โดย เกษียร เตชะพีระ
"นี่เป็นวิกฤตการเงินเลวร้ายที่สุดของโลกนับแต่เศรษฐกิจโลกตกต่ำครั้งใหญ่ปี ค.ศ.1929 เป็นต้นมา และในแง่ขอบเขตแล้วอาจจะแย่กว่าวิกฤตครั้งก่อนด้วยซ้ำ มันมีฐานะสำคัญในระดับที่จะสร้างระเบียบโลกใหม่พอๆ กับการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี ค.ศ.1991 เลยทีเดียว ความที่เราไม่เคยพบเห็นวิกฤตขนาดนี้มาก่อน ผลกระทบของมันจะกว้างไกลลึกซึ้งเพียงใดจึงยังเหลือที่จะคาดเดา"
เคร็ก โคพิทัส, นักเขียนอาวุโสสำนักข่าวธุรกิจบลูมเบิร์ก
รายการ The Debate, สถานีข่าวโทรทัศน์ France 24
15 กันยายน ค.ศ.2008
1) วิกฤตการเงินครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากตลาดซึ่งเดิมทีมีขนาดเล็กๆ เรียกว่า "ซับไพรม์" หรือนัยหนึ่งตลาดสินเชื่อจำนองบ้านความเสี่ยงสูงของอเมริกา ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะนายธนาคารอเมริกันปล่อยกู้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ให้ครัวเรือนรายได้น้อยเครดิตต่ำเมื่อคำนวณความสามารถในการกู้ยืมของพวกเขาบนฐานมูลค่าบ้านที่พวกเขาซื้อ ซึ่งมักเรียกผู้กู้ยืมเหล่านี้ว่าพวก "ninjas" อันเป็นคำย่อจาก no income, no job and no assets หมายถึงพวกไม่มีรายได้ ไม่มีอาชีพการงาน และไม่มีสินทรัพย์
ตราบใดที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ยังเพิ่มสูงขึ้น ระบบนี้ก็ยังเดินต่อไปได้ แต่พอตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มถดถอยลงในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ.2007 ผลร้ายของกลไกที่ว่านี้ก็ปรากฏ
ตัวจุดปะทุได้แก่การผิดนัดชำระหนี้พุ่งสูงขึ้นในหมู่ครัวเรือนอเมริกันที่เป็นลูกหนี้จำนองบ้านคุณภาพต่ำในไตรมาสสุดท้ายของปี ค.ศ.2006 ต่อต้นปี ค.ศ.2007 สืบเนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐขยับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อปกป้องค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่กำลังตกเอาไว้
จากนี้ก็ส่งผลให้บริษัทนายหน้ารับจำนองบ้านรายใหญ่ของอเมริกาหลายแห่งล้มระเนระนาดลงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ค.ศ.2007 หลังจากนั้นวิกฤตก็แพร่กระจายไปทั่วระบบการเงินผ่านช่องทาง Securitization
Securitization หรือ "การแปลงสินทรัพย์ให้เป็นหลักทรัพย์" หมายถึงการสร้างหลักทรัพย์ (securities) ขึ้นโดยเอาสินทรัพย์ต่างๆ (assets) รวมทั้งหนี้สินที่ลูกค้ากู้ยืมไปนับพันๆ รายมากองรวมจัดหีบห่อเข้าด้วยกันเป็นตราสาร (instrument) แล้วตัดแบ่งตามชั้นคุณภาพเป็นท่อนๆ รวม 10 ท่อน (tranches) - โดยหลักเกณฑ์ทั่วไปในการแบ่งท่อนคือ [คุณภาพต่ำ-ราคาต่ำ-ความเสี่ยงสูง-ผลตอบแทนสูง] และกลับกัน - เอาไปขายทอดตลาดให้นักลงทุนทั่วโลกมาซื้อเพื่อเก็บรับรายได้ดอกเบี้ยผลประโยชน์ที่จะงอกเงยขึ้นมาจากสินทรัพย์เหล่านั้น มันเป็นเทคนิคการเงินที่เกิดขึ้นเมื่อคริสต์ทศวรรษที่ 1970 โดยเปลี่ยนบรรดาเงินกู้ที่ลูกค้ากู้ยืมจากธนาคารไปเป็นหุ้นกู้ปล่อยขายแก่นักลงทุน
อุปมาอุปไมยเหมือนหนึ่งธนาคารเพื่อการลงทุนอเมริกันทั้งหลายกำลังเล่นเกม "ส่งต่อห่อระเบิด" อย่างรวดเร็ว ยิ่งเมื่อถึงยุคนิทาน "โลกแบน" แห่งโลกาภิวัตน์ หนี้สินเหล่านี้ก็อาจถูกพวกเขากว้านซื้อวันนี้ แล้วส่งไปจัดหีบห่อข้ามคืนในอินเดีย ก่อนจะขายต่อให้นักลงทุนสถาบันในวันพรุ่ง ยิ่งขายต่อได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้รายงานประเมินความเสี่ยงของธนาคารดูดีขึ้นเท่านั้น ทว่า ถึงปี ค.ศ.2006 อุปทานของหลักทรัพย์ดังกล่าวก็ล้นเกินอุปสงค์ไปแล้ว...
ถึงปลายฤดูร้อนปี ค.ศ.2007 ผู้คนจึงเริ่มตระหนักว่าปัญหาแผ่กว้างขนาดไหนเมื่อธนาคารดอยทช์ แบงก์ของเยอรมนีจำต้องทุ่มทุนเข้ากอบกู้กองทุนทรัพย์สินสองแห่งไว้ไม่ให้ล้มไป
หากมองในภาพรวมที่กว้างขึ้น วิกฤตนี้เป็นผลจากพฤติการณ์มือเติบเกินเลยที่สังเกตเห็นได้ในตลาดสินเชื่อสหรัฐ ในคริสต์ทศวรรษที่ 1990 นโยบายการเงินที่อ่อนมาก - กล่าวคือ กดอัตราดอกเบี้ยไว้ต่ำมาก ทำให้สินเชื่อถูกเหลือเกิน - ซึ่งดำเนินโดยประธานธนาคารกลางสหรัฐ นายอลัน กรีนสแปน นำไปสู่การก่อตัวโป่งพองของฟองสบู่เก็งกำไรในตลาดหุ้นนิวยอร์ก โดยเฉพาะฟองสบู่มูลค่าสินทรัพย์ในอินเตอร์เน็ต ทั้งหมดนี้สิ้นสุดลงเมื่อฟองสบู่แตกในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ.2000
หลังฟองสบู่ดอทคอมแตกแล้ว นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐก็ถูกทำให้อ่อนลงอีกเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจอเมริกันฟื้นตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังอเมริกาถูกโจมตีโดยผู้ก่อการร้ายอัลเคด้าเมื่อ 11 กันยายน ค.ศ.2001 อัตราดอกเบี้ยถูกกดต่ำจนกระทั่งเหลือแค่ 1% ในภาวะที่การอัดฉีดอำนาจซื้อของผู้บริโภคอเมริกันให้เฟื่องฟูกลายเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติระดับเร่งด่วน
ชาวอเมริกันถูกปลุกเร้าเรียกร้องให้ปฏิบัติภาระหน้าที่ "บริโภคเพื่อชาติ" หนักขึ้นอีกด้วยการกู้หนี้ยืมสินเพิ่มขณะที่ธนาคารและเจ้าหน้าที่กำกับดูแลการเงินก็ทำหน้าที่เกื้อหนุนให้พวกเขาทำเช่นนั้นได้ ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้โลกประจักษ์ว่าขุมพลังเศรษฐกิจอเมริกันไม่สะทกสะท้านต่อการก่อการร้ายแต่อย่างใด
แน่นอนว่าการลดต้นทุนการกู้ยืมเงินลงต่ำขนาดนี้ย่อมช่วยกระตุ้นการบริโภคและซื้อหาที่อยู่อาศัยของครัวเรือนอเมริกัน รวมทั้งการลงทุนของธุรกิจทั้งหลาย แต่ขณะเดียวกันมันก็ช่วยเปิดโอกาสให้พวกนักการเงินเพิ่มทวีกลไกการกู้ยืมที่ทั้งพิสดารพันลึกและบ้าระห่ำขึ้นทุกทีด้วย
ดังที่โจเซฟ สติ๊กลิตซ์ ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ.2001 วิจารณ์ว่า
"สินเชื่อเหล่านี้เล่นบทเหมือนสารสเตียรอยด์ที่ใช้โด๊ปเศรษฐกิจอเมริกันให้เติบโต แต่ดันให้ยากันเกินขนาด ทุกวันนี้อเมริกาก็เลยต้องเข้ารับการบำบัดถอนพิษยา"
2) แล้วทำไมวิกฤตถึงไม่สิ้นสุดลงเสียทีล่ะ?
วิกฤตยังดำรงอยู่ต่อไปเพราะนับแต่นี้มันจะเข้าไปเกี่ยวพันกับสินเชื่อทั้งหมดโดยรวม ไม่เฉพาะแต่แวดวงสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ความเสี่ยงสูงของอเมริกาเท่านั้น สินเชื่อทุกประเภทไม่ว่าผ่อนซื้อรถ, สินเชื่อเพื่อการบริโภค, เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ฯลฯ ที่ได้ถูกแปลงให้เป็นหลักทรัพย์ (securitized) และขายต่อไปแล้วย่อมจะถูกกระทบด้วย
กล่าวคือ เรากำลังพูดถึงตลาดสินเชื่อมูลค่ารวมหลายสิบล้านล้าน (trillions) ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใหญ่โตมโหฬารกว่าตลาดในส่วนซับไพรม์อย่างเดียวที่มีมูลค่าแค่ 1 ล้าน 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐมากมายนัก ในทำนองเดียวกัน วิกฤตจะกระทบไม่เฉพาะแต่สถาบันที่ปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ความเสี่ยงสูงในอเมริกาอีกต่อไป หากจะส่งผลกระทบผ่านช่องทางการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (securitization) ต่อสถาบันการเงินทั้งหมดทุกประเภทที่ลงทุนในตลาดสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร, กองทุนประกันความเสี่ยง, บริษัทประกันภัย, กองทุนบำนาญ, กองทุนรวม ฯลฯ
นอกจากนั้น วิกฤตยังถูกเติมเชื้อหล่อเลี้ยงด้วยบรรยากาศไม่เชื่อถือไว้ใจกันที่ครอบงำตลาดกู้ยืมระหว่างธนาคารด้วย ไม่มีใครรู้แน่ว่าธนาคารต่างๆ โดนการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์เล่นงานเป็นมูลค่าหนักหนาสาหัสเท่าไหร่คราวเคราะห์หามยามร้ายที่ดันไปจดทะเบียนมันเอาไว้ ในสภาพเช่นนี้ ธนาคารทั้งหลายก็พากันชะงักการปล่อยเงินกู้ยืมให้แก่กันด้วยความวิตกว่าจะไม่ได้เงินคืน ภาวะอัมพาตของตลาดเงินที่ว่านี้เกาะกุมไปทั่วทั้งระบบการเงินเลยทีเดียว
ฉะนั้นจึงอาจสรุปสภาวะวิกฤตการเงินโลกตอนนี้ดังที่ ยอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินแห่งวอลล์ สตรีทกล่าวไว้หลังธนาคารเพื่อการลงทุนเลห์แมน บราเธอร์สล้มละลายว่า: -
"ผมเกรงว่าเราไม่ได้ผ่านพ้นมันไปแม้แต่น้อยครับ - ในบางแง่เรายังกำลังมุ่งหน้าเข้าหาพายุมากกว่าจะมุ่งหน้าออกจากมันด้วยซ้ำไป"
(อ้างใน Clea Caulcutt, "How a subprime apple contaminated global finance," France 24, 19 September 2008)
หน้า 6
ที่มา www.matichon.co.th
NathonCity
แจ้งลบหัวข้อ


