เก็บเรื่องมาฝาก
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : การปรับระบบการเมือง
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
(1)
อาจารย์เกษียร เตชะพีระ กล่าวไว้ในมติชนว่า เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจขึ้น ระบบการเมืองก็ต้องปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงนั้น ท่านกล่าวถึงการปรับตัวของระบบการเมืองไทยนับตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นำมาซึ่งการปฏิวัติ 2475 ไล่มาเรื่อยจนถึง 14 ตุลาคม และปัจจุบัน
ระหว่างที่ระบบการเมืองยังปรับตัวไม่ได้ ย่อมเกิดความตึงเครียด ขัดแย้งกัน ปะทะกัน หาทางออกไม่เจอ ทุกอย่างชะงักงันไปหมด จนกว่าระบบการเมืองจะสามารถปรับตัว (โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง) รองรับลักษณะใหม่ทางสังคม-เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้วได้
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์เกษียรทุกประการ แต่ท่านไม่ได้บอกว่า ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแก่สังคมไทยในช่วงท้ายนี้คืออะไร ผมจึงพยายามหาและสร้างคำอธิบายขึ้นดังนี้
ผมคิดว่าตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา ชนบทไทยประสบความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกษตรกรรมเพื่อยังชีพซึ่งเคยเป็นสัดส่วนที่สำคัญในรายได้ของประชาชนเริ่มพังสลายลง เศรษฐกิจตลาดรุกเข้าไปในชีวิตของผู้คนมากขึ้นตามลำดับ ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมและธุรกิจก็รุกเข้าไปสู่ชนบทมากขึ้น เพื่อใช้ทั้งทรัพยากรและกำลังแรงงาน การผลิตเพื่อเลี้ยงตนเองในไร่นาขนาดเล็กทำได้ยากขึ้น ที่หันมาสู่การผลิตป้อนตลาดยิ่งประสบการขาดทุน จนในที่สุดต้องหยุดผลิต
ในสภาพเช่นนี้เกิดอะไรขึ้นแก่ประชาชนในชนบท ส่วนหนึ่งหันเข้าหางานอื่นที่มีลักษณะประจำมากขึ้นในเศรษฐกิจสมัยใหม่ โดยเฉพาะลูกหลานของชาวนารวยที่ได้รับการศึกษา และครอบครัวมีสายสัมพันธ์กว้างขวางนอกหมู่บ้าน เช่นเป็นนายหน้าของบริษัทปุ๋ย, บริษัทรับซื้อพืชผลการเกษตร, ทำงานประจำในเมือง, เป็นผู้รับเหมารายย่อย, เป็นนายหน้าแรงงาน ฯลฯ เป็นต้น คนเหล่านี้หรือครอบครัวของคนเหล่านี้ อาจมีทุนมากพอที่จะอยู่ในการเกษตรต่อไป โดยรวบรวมที่ดินให้กว้างใหญ่ขึ้นพอสำหรับการใช้หรือจ้างวานเครื่องจักร และผลิตเชิงพาณิชย์อย่างเข้มข้น
อีกส่วนหนึ่งที่พอมีทุนอยู่บ้างก็ “ซื้องานให้ตนเอง” ด้วยการลงทุนเป็นนักธุรกิจรายย่อย เช่นรับทำผมแต่งหน้า, ขายของชำ, ขายก๋วยเตี๋ยว, เข้าเมืองเป็นซาเล้ง, ขายล็อตเตอรี่, ทำรถกับข้าวตามซอย ฯลฯ
แน่นอนว่า ส่วนใหญ่ขายแรงงาน
ส่วนที่เหลือคือคนจนที่ไปไหนไม่รอด ยังตกค้างในชนบท มีงานทำเป็นฤดูกาลในภาคเกษตรหรือภาคอื่น ฉะนั้นรายได้จึงยิ่งต่ำ ซ้ำต้องมีชีวิตในชนบทซึ่งความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ (แลกเปลี่ยนบนมาตรฐานของคุณค่าด้วย) ได้กลายเป็นความสัมพันธ์เชิงตลาด (แลกเปลี่ยนบนมาตรฐานของมูลค่าล้วนๆ) มากขึ้น ผมควรกล่าวด้วยว่า คนเหล่านี้หลุดลอยไปจากรัฐด้วย กล่าวคือรัฐเองก็เข้าไม่ถึง ในขณะที่นโยบายสาธารณะตั้งแต่ระดับตำบลขึ้นมาถึงรัฐก็ไม่ได้ผนวกเอาคนกลุ่มนี้ไว้
หากมองในแง่สังคม ชนบทไทยมีคนอยู่สองจำพวก คือคนชั้นกลางและคนจน (ไม่นับที่รวยเป็นล้านซึ่งก็มีเพิ่มขึ้นด้วย)
ผมขออนุญาตนิยาม “คนชั้นกลาง” ตามนาย Abhijit V.Banerjee และนางสาว Esther Duflo (”What is middle class about the middle classes around the world?” Journal of Economic Perspectives, 010, 012, 132) ว่าคือคนที่ใช้จ่ายวันละ 68-136 บาท ขึ้นไป นี่เป็นคนชั้นกลางระดับล่างสุด และแน่นอนคนจนคือคนที่มีรายได้ต่ำกว่าวันละ 34 บาท
เพราะมีกำลังจะใช้จ่ายได้ในจำนวนดังกล่าว จึงทำให้คนชั้นกลางในชนบทมีความคาดหวังในชีวิตคล้ายกับคนชั้นกลางในเมือง (ซึ่งจำนวนมากมีกำลังใช้จ่ายได้สูงกว่านั้นมาก) เช่นลงทุนด้านการศึกษาแก่บุตรหลานเป็นสัดส่วนสูงของรายได้, ลงทุนกับการรักษาพยาบาลสูง, เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาอยู่ใกล้ชิดกับคนจนในชนบท แม้ว่าแตกต่างจากคนจน ก็ประสบปัญหาบางอย่างคล้ายกัน เช่นแม้ว่าเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้มากกว่าคนจน แต่ก็ไม่มากพอสำหรับการขยายธุรกิจ, สาธารณูปโภคที่ไม่เพียงพอ, จำนวนมากไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน และแม้ที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ก็มักทำงานที่ให้รายได้ไม่มากพอจะบรรลุความคาดหวังในชีวิตได้อย่างมั่นคง เช่นกำลังที่จะส่งลูกหลานให้ได้เรียนสูงๆ ในขณะที่วิถีและลีลาชีวิตถูกอิทธิพลของคนชั้นกลางในเมืองครอบงำ ซึ่งต้องการค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และด้วยเหตุดังนั้น สัดส่วนของรายจ่ายเพื่ออาหารจึงยังสูงอยู่คล้ายคนจน
คนชั้นกลางระดับล่างสุดกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของชนบทไทย ส่วนใหญ่มีรายได้จากงานจ้างและธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ แม้มีรายได้มากกว่าคนจน แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเกี่ยวโยงกันกับนโยบายของรัฐบาล มากกว่าการพึ่งพาธรรมชาติและความสัมพันธ์ที่ดีทางสังคมอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต ในขณะเดียวกัน วิถีชีวิตของคนชั้นกลางทำให้ได้รับข่าวสารข้อมูลมากขึ้น
ชนบทไทยซึ่งเปลี่ยนแปลงไปแล้วนี้ ไม่มีเครื่องมือทางการเมืองที่จะเข้าไปกำหนดนโยบายสาธารณะใดๆ เขาไม่มีพรรคการเมือง, ไม่มีสื่อ, ไม่มีพื้นที่ในหมู่บ้านตำบลสำหรับการแสดงออกทางการเมือง, ฯลฯ จึงเป็นธรรมดาที่ยังต้องเกาะอยู่กับกลไกทางการเมืองแบบเดิม คือเครือข่ายหัวคะแนน (แม้กระนั้น ผมก็เชื่อว่าเนื้อหาความสัมพันธ์กับหัวคะแนนน่าจะเปลี่ยนไป น่าเสียดายที่ไม่มีการศึกษาเรื่องนี้จริงจัง) หรือการประท้วงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ส่วนคนจนที่เรียกว่า “จนดักดาน” ในหมู่บ้าน ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า ย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพอใจจะอยู่ในอุปถัมภ์ของเครือข่ายหัวคะแนน แต่เพราะอยู่ใกล้ชิดกับคนชั้นกลาง ย่อมรับเอาความคาดหวังทางการเมืองของคนชั้นกลางมาไว้เป็นของตนบ้าง บางอย่างของความคาดหวังนั้นก็เป็นประโยชน์กับตนด้วย เช่นการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่ายขึ้น หรือสาธารณูปโภคที่อาจใช้ประโยชน์ได้บ้าง
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในชนบทในสองทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ระบบการเมืองที่ทอดทิ้งคนชนบทเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะคนชนบทมีสำนึกทางการเมืองระดับชาติ ซึ่งแปลว่าต้องการนโยบายสาธารณะที่ตอบรับผลประโยชน์ของตน (อย่างฉลาดหรืออย่างไม่ฉลาด เป็นหน้าที่ของพระเจ้าจะตัดสิน)
และนโยบายของพรรคไทยรักไทยเข้ามาในจังหวะนี้พอดี
ว่าที่จริงแล้ว นโยบายของ ทรท.ซึ่งกระทบต่อชนบท เช่นกองทุนหมู่บ้าน, กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา, ส่งเด็กแต่ละอำเภอไปศึกษาต่อต่างประเทศด้วยเงินจากหวยบนดิน, หรือแม้แต่บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค ล้วนตอบสนองต่อคนชั้นกลางระดับล่างสุดในชนบททั้งสิ้น ส่วนคนจนประเภท “ดักดาน” นั้น มีเหตุหลายประการที่ทำให้เข้าไม่ถึงบริการเหล่านี้ หรืออย่างน้อยก็เข้าไม่ถึงอย่างเต็มที่ คนจนประเภทนี้จะได้ประโยชน์จากนโยบายสาธารณะก็ต่อเมื่อนโยบายนั้นมุ่งเปิดทรัพยากรการผลิตในท้องถิ่นให้แก่เขา แต่นโยบายของ ทรท.ไม่ได้แตะส่วนนี้เลย ซ้ำยังอาจทำตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นกรณีปากมูล, กรณีจะนะ, หรือแผนการที่จะทำโฉนดทะเล
แต่คนจนประเภทนี้มีน้อยกว่า ส่วนใหญ่ไม่มีสำนึกทางการเมืองระดับชาติ และถึงอย่างไรก็ต้องอยู่ในเครือข่ายอุปถัมภ์ของหัวคะแนนอยู่แล้ว
ผมคิดว่า ความนิยมอย่างท่วมท้นที่พรรค ทรท.ได้รับจากชนบทไทย เกิดขึ้นจากนโยบายเหล่านี้ ข้อนี้ใครๆ ก็รู้และพูดกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามักไม่ค่อยแยกแยะชนบทไทยว่า ที่จริงแล้วมีคนหลายชั้นอยู่ที่นั่น มีผลประโยชน์ทางสังคม-เศรษฐกิจที่สลับซับซ้อน เพราะชนบทไทยไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ผันแปรไปจากมโนภาพที่คนชั้นกลางในเมืองเคยมีไปโดยสิ้นเชิงแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น แทนที่เราจะพูดถึงชนบท เราพูดถึงส่วนภูมิภาคของไทยแทน จะยิ่งพบความสลับซับซ้อนไปกว่านั้นเสียอีก เพราะมีคนชั้นกลางที่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้เกินวันละ 136 บาทเพิ่มขึ้นอีกมาก ทั้งในส่วนที่เป็นเมืองและส่วนที่เป็นชนบท (มากหรือน้อยก็ตาม) ตัวเลขของนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งศึกษาเปรียบเทียบคนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนา 13 ประเทศทั่วโลก (ที่อ้างข้างต้น) ประมาณกำลังการบริโภคของคนชั้นกลางกลุ่มนี้ต่อวันที่ 204-340 บาท นโยบายสาธารณะที่คนกลุ่มนี้ต้องการอาจไม่ตรงกับคนชั้นกลางระดับล่างสุดที่กล่าวแล้ว และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่ได้นิยมชมชอบพรรค ทรท.อย่างเหนียวแน่นนัก อาจแปรเปลี่ยนความนิยมไปได้ตามข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ เช่นจำนวนมากในปัจจุบันรับ ASTV และรวมกลุ่มกันเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในต่างจังหวัด
อย่างไรก็ตาม ฐานเสียงที่แน่นหนาของพรรค ทรท.คือ คนชั้นกลางระดับล่างสุด ซึ่งมีจำนวนมากกว่าคนชั้นอื่นๆ ทั้งหมดรวมกัน ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ทรท. (หรือพรรคอื่นที่เข้ามาผลักดันนโยบายแทน) จึงมีโอกาสชนะการเลือกตั้งเสมอ ชนบทจึงส่ง ส.ส.จำนวนมากที่สุดเข้ามาเป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาล ไม่ได้ส่งส.ส.จากหลายพรรคเป็นเบี้ยหัวแตกอย่างที่เคยเป็นมา สภาพเช่นนี้ทำให้อำนาจในการควบคุมการเมืองของคนชั้นกลางตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไป ไม่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ หรือหัวเมือง หมดไปโดยปริยายที่เคยล้มรัฐบาลได้ตามใจ ก็ไม่อาจทำได้อีกต่อไป
ผมคิดว่าจำเป็นต้องขยายความเรื่องคนชั้นกลางในเมือง ซึ่งก็มีความเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน และอำนาจทางการเมืองซึ่งเคยมีแต่หายไปนี้ไว้ด้วย แต่เนื่องจากเนื้อที่ของผมหมดลงแล้ว จึงขออภัยอย่างสูงที่ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้คุยต่อในตอนต่อไป
(2)
ครั้งที่แล้วผมพูดถึงการเปลี่ยนแปลงในชนบทไทยที่ผ่านมาในรอบ 3 ทศวรรษ ซึ่งทำให้ประชากรส่วนใหญ่กลายเป็นคนชั้นกลาง แม้เป็นคนชั้นกลางระดับล่างสุดก็ตาม คนเหล่านี้บวกกับคนจนคือผู้ที่เลือกพรรค ทรท.เพราะนโยบายของพรรค และยังภักดีต่อคุณทักษิณ ชินวัตร อย่างเหนียวแน่นสืบมา
คราวนี้ผมขอนำเสนอความเปลี่ยนแปลงในเขตเมือง หรือกลุ่มคนชั้นกลางซึ่งมีความสามารถจะบริโภคเกินวันละ 136 บาทขึ้นไป
ส่วนใหญ่ของคนเหล่านี้อยู่ในเมือง แม้ว่าในเมืองก็มีคนชั้นกลางระดับล่าง (บริโภคได้ไม่เกินวันละ 68-136 บาท) และคนจน (รายได้ไม่เกิน 34 บาทต่อวัน) อยู่ไม่น้อยเช่นกัน แต่คนชั้นกลางระดับล่างและคนจนในเขตเมือง ขาดการจัดตั้งที่จะทำให้สามารถแสดงออกทางการเมืองได้ จึงทำให้เสียงทางการเมืองของเขาไม่ค่อยมีความหมายมากนัก ยกเว้นมีกรณีหรือเหตุการณ์พิเศษบางครั้งเท่านั้น
เขตเมืองในประเทศไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในทศวรรษท้ายนี้ ในปัจจุบัน ประชากรไทยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตเมือง (ไม่ว่าจะนิยามอย่างไร) นอกจากนี้ คนชั้นกลาง (ในทุกระดับรายได้และรายจ่าย)ก็เพิ่มขึ้นในเขตเมืองของไทยอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ปกติในการพัฒนาและการขยายตัวของเมือง
คนชั้นกลางในเขตเมืองคือ ผู้ที่ได้รับผลโดยตรงจากการขยายตัวของประชาธิปไตย นับจาก 14 ตุลาคม เป็นต้นมา ในขณะเดียวกันก็ได้รับข่าวสารข้อมูลเพิ่มขึ้นพร้อมกันไปกับการขยายตัวด้านการศึกษา เป็นลูกค้าสำคัญของสื่อระดับชาติ จึงเป็นธรรมดาที่คนชั้นกลางเหล่านี้ตื่นตัวทางการเมืองมากกว่าคนกลุ่มอื่นใด มีสำนึกถึงความเชื่อมโยงในระดับสากล หรือที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์มาก จึงชื่นชมมาตรฐานแบบฝรั่งทั้งในทางสังคมและการเมืองมากตามไปด้วย มองพี่น้องในชนบทว่ายากจนไร้การศึกษา จึงสมควรแก่นโยบายสาธารณะประเภทสาธารณกุศล คือช่วยเขาหรือช่วยเขาเพื่อให้เขาช่วยตัวเองได้ แต่การที่จะให้คนในชนบทลุกขึ้นมาใช้สิทธิทางการเมือง เพื่อร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะด้วยนั้น อยู่นอกเหนือมโนภาพของคนชั้นกลางในเขตเมือง
แม้มีพรรคการเมืองที่เกาะความนิยมของคนกลุ่มนี้อยู่บ้าง แต่ไม่มีพรรคการเมืองใดที่ปลอดจากเครือข่ายหัวคะแนนโดยสิ้นเชิง จึงไม่อาจดำเนินนโยบายรองรับความต้องการของคนกลุ่มนี้ได้เต็มร้อย
อย่างไรก็ตาม คนชั้นกลางในเขตเมืองสามารถสร้างแรงกดดันทางการเมืองได้สูง จึงมิได้เป็นผู้ล้มรัฐบาลอย่างเดียว ที่จริงแล้วคนชั้นกลางในเขตเมืองเป็นผู้ตั้งรัฐบาลด้วย โดยอาศัยเครื่องมือที่ส่งมาจากต่างจังหวัด นั่นก็คือ ส.ส.ซึ่งสังกัดหลายพรรคเป็นลักษณะเบี้ยหัวแตก รัฐบาลมาจากการรวมตัวกันจัดตั้งของหลายพรรคการเมือง ฉะนั้น แม้ว่าคนชั้นกลางในเขตเมืองไม่สามารถเลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะนั่นเป็นผลจากคะแนนเสียงจากชนบท แต่คนชั้นกลางในเขตเมืองสามารถกำหนดว่าใครควรเป็นรัฐมนตรีได้บ้างระดับหนึ่ง รวมทั้งกำหนดขอบเขตการกระทำและนโยบายของนายกฯ ได้ในระดับสูง
ในระบบการเมืองแบบเดิมนั้น คนชั้นกลางในเขตเมืองกดดันมิให้นายกฯ ซึ่งไม่ได้มาจากคะแนนเสียงเลือกตั้งของตน ไม่กล้าตั้งยี้เป็นรัฐมนตรี หรือไม่กล้าให้ยี้บางคนคุมกระทรวงใหญ่เช่นมหาดไทย ในขณะเดียวกันก็ระแวดระวังว่ากระทรวงสำคัญ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจต้องมีคนที่มีฝีมือตามมาตรฐานของคนชั้นกลางในเขตเมืองเป็นผู้ดูแล
และอย่างที่ทราบกันอยู่แล้ว หากไม่พอใจก็ยังรวมพลังกันกดดันจนรัฐบาลอยู่ไม่ได้
การที่คุณทักษิณ ชินวัตร และพรรค ทรท.เข้ามาตอบสนองความคาดหวังและความใฝ่ฝันของคนชั้นกลางระดับล่างในชนบท (เพื่อประโยชน์ของคนเหล่านั้น หรือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของคุณทักษิณและพรรคก็ตาม) ทำให้พรรค ทรท.ได้รับเลือกตั้งอย่างท่วมท้นมาตั้งแต่แรก แม้ยังไม่อาจจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ก็ทำลายอำนาจต่อรองทางการเมืองของพรรคอื่นลงจนหมดสิ้น ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ทำลายอำนาจการตั้งและล้มรัฐบาลของคนชั้นกลางในเขตเมืองลงไปจนสิ้นเชิง
คุณทักษิณตั้งยี้เป็นรัฐมนตรีได้ตามใจชอบ เพราะใครคือยี้ คุณทักษิณเป็นคนชี้เพียงผู้เดียว ยี้ของคุณทักษิณกับยี้ของคนชั้นกลางในเขตเมืองจึงไม่ตรงกันอยู่เสมอ ยิ่งไปกว่านี้ คุณทักษิณยังสามารถแต่งตั้งคนของคุณทักษิณเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ทั้งตามรัฐธรรมนูญเช่น กกต.หรือที่ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเช่น ก.ล.ต.ก็ได้อีกด้วย ยังไม่นับการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ฟังเสียงของคนชั้นกลางในเขตเมืองน้อยลง
พันธมิตรของคุณทักษิณในเขตเมืองมีอยู่กลุ่มเดียว คือคนชั้นกลางระดับบนสุด-นักธุรกิจ, อุตสาหกร, นักลงทุน-แต่ความเป็นพันธมิตรนี้ก็ตั้งอยู่ได้ไม่นาน ในที่สุดกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งก็แตกออกมา กลายเป็นผู้สนับสนุนปรปักษ์ของคุณทักษิณ ทั้งสนับสนุนในที่ลับและที่แจ้ง จะอธิบายความแตกร้าวนี้จากแง่มุมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็ได้ แต่ในที่นี้ผมอยากชี้ไว้ด้วยว่าคนเหล่านี้เคยใช้อำนาจเงินของตัวในการกำหนดนโยบายสาธารณะได้มาก แต่ภายใต้คุณทักษิณกำหนดได้น้อยลง และในบางกรณีอาจต้องเป็นผู้รอรับผลประโยชน์ตามมีตามเกิดจากนโยบายที่คุณทักษิณและพรรคพวกกำหนดขึ้นเอง
ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจของไทยในระยะ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ระบบการเมืองที่เคยอำนวยเสถียรภาพระดับหนึ่งไม่สามารถทำงานอย่างเดิมต่อไปได้แล้ว แม้แต่รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งผมถือว่าเป็นนวัตกรรมทางการเมืองที่สำคัญยิ่งในรอบศตวรรษของไทย ก็ไม่อาจเข้ามารองรับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้เพียงพอ ประเทศไทยจึงเข้ามาอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านทางการเมือง นั่นก็คือระบบการเมืองต้องปรับตัวให้สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจนี้ได้ จนอำนวยเสถียรภาพในระดับหนึ่งให้แก่การเมืองไทย… ผู้คนต้องคาดหวังได้ว่า พรุ่งนี้จะเกิดหรือไม่เกิดอะไรขึ้นทางการเมือง เขาควรลงทุนในธุรกิจของเขาหรือไม่ ตลอดจนซื้อน้ำปลาตุนไว้กี่ขวดดี
เสถียรภาพทางการเมืองที่ระบบการเมืองแบบเดิมเคยอำนวยให้ได้นั้น สรุปให้เหลือสั้นๆ ก็ตรงกับที่นักวิชาการเรียกว่า? วัฏจักรแห่งความชั่วร้ายทางการเมือง นั่นคือเลือกตั้งใหญ่ ฟอร์มรัฐบาลหลายพรรคที่อยู่ภายใต้การกำกับของคนชั้นกลางในเขตเมือง รัฐบาลนั้นเสื่อมความนิยมลงด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เปลี่ยนรัฐบาลด้วยการชุมนุมขับไล่บนท้องถนนและสื่อหรือทหารยึดอำนาจ หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้งใหม่…
แม้ดูจากตัวรัฐบาลอาจมองไม่เห็นเสถียรภาพ แต่หากมองจากแง่ความสามารถในการคาดการณ์ทางการเมือง ก็จะพบว่า ทุกคนพอจะคาดได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากการเปลี่ยนรัฐบาล พร้อมจะลงทุนก็ลงทุนต่อไป เคยซื้อน้ำปลากี่ขวดก็ซื้อเท่านั้นต่อไป
เสถียรภาพทางการเมืองอย่างนี้แหละครับที่สูญสิ้นไป เมื่อสังคม-เศรษฐกิจของไทยเปลี่ยนไปแล้ว
บัดนี้ เรากำลังเผชิญกับความตื่นตัวทางการเมืองของคนชั้นกลางระดับล่างในชนบท (และในเมืองด้วย) และความตื่นตัวทางการเมืองของคนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไปในเขตเมือง ทั้งสองฝ่ายมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมโหฬาร และทั้งสองฝ่ายต่างมีสำนึกถึงความจำเป็นในวิถีชีวิตที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ (ชาวนาใช้ควายตัวเก่าในการไถนา แต่แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวต้องใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวและกระดูกหมูในการเคี่ยวน้ำซุป ความผันผวนของราคาวัตถุดิบมาจากนโยบายสาธารณะเกี่ยวกับข้าวและหมู) ตราบเท่าที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุระบบการเมือง ที่เปิดให้การมีส่วนร่วมของตนเป็นไปได้ในระดับที่ต่างฝ่ายต่างพอใจ (แม้อาจไม่เท่าเทียมกัน) การเมืองไทยก็จะเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ไม่มีทางออกอย่างที่เราเผชิญอยู่เวลานี้
(ประชาธิปไตยแบบ 70/30 คือการรักษาอำนาจถ่วงดุลของคนชั้นกลางในเขตเมือง ในขณะที่ข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบฝ่ายบริหารว่าไม่ชอบธรรม, ไม่เที่ยงธรรม, หรือมีที่มาผิดกฎหมาย, และยืนยันในสิทธิเลือกตั้งที่เท่าเทียม ฯลฯ คือความพยายามแทรกเข้ามาในการกำหนดนโยบายสาธารณะของคนชั้นกลางระดับล่างในชนบท)
และหากปล่อยให้มีการใช้ความรุนแรงปะทะกัน (ในที่ลับหรือที่แจ้งก็ตาม) เลือดจะท่วมท้องช้าง และร้ายไปกว่านั้นก็คือ เลือดที่ท่วมท้องช้างจะไม่นำเราไปสู่อะไรสักอย่างเดียว นอกจากความสูญเสีย
ระบบการเมืองจะต้องปรับตัวอย่างไร เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้?
ผมควรบอกเสียแต่ต้นว่า ผมตอบไม่ได้ แต่อยากเตือนอะไรไว้สองอย่าง
1. การปรับตัวของระบบการเมืองเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ นั้น ไม่ได้เป็นผลมาจากความคิดของนักปราชญ์เท่ากับการคลี่คลายของสถานการณ์ไปตามครรลองของมัน กว่าจะลงตัวได้ ซึ่งหมายถึงหลากหลายกลุ่มในสังคมยอมรับ แต่กว่าจะลงตัวได้นั้น บางครั้งก็ต้องผ่านการนองเลือด, การยึดอำนาจ, การชะงักงันเป็นเวลานานๆ, การวุ่นวายทางการเมือง, การตกลงประนีประนอม (ซึ่งไม่มีใครได้อะไรเต็มร้อย ทำใจไว้ด้วยว่า win-win situation ไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในสถานการณ์เช่นนี้) เราได้แต่พยายามช่วยกันไม่ให้เกิดสิ่งเลวร้ายขึ้นในกระบวนการปรับตัวเท่านั้น
2. การปรับตัวของระบบการเมืองใช้เวลานานกว่าจะลงตัว และอำนวยเสถียรภาพทางการเมืองได้ หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์จะเห็นว่า นับตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 5 ความไม่พอใจระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็เริ่มคุกรุ่นขึ้นแล้ว แต่กว่าจะเกิดปฏิวัติ 2475 ก็ต้องใช้เวลากว่าสองทศวรรษ แม้เมื่อเกิดการปฏิวัติแล้ว การเมืองก็ยังไม่ “นิ่ง” จนสืบมาอีกหลายปีทีเดียว
ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจที่นโยบายพัฒนาของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นำมาก็ไม่ก่อให้เกิดการปรับระบบการเมืองจนถึง 14 ตุลาคม 2516 และหลังจากนั้นก็ยังเกิดการนองเลือดและขัดแย้งกันสืบมาจนถึงกลางทศวรรษที่ 2520 ระบบการเมืองไทยจึงปรับตัวรองรับความเปลี่ยนแปลงให้ลงตัวได้ในระดับหนึ่ง (ประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่พรรคการเมืองตั้งรัฐบาลที่ต้องมีนายกฯ ซึ่งกองทัพสนับสนุน) ใช้เวลาร่วม 20 ปี
การปรับตัวของระบบการเมืองในครั้งนี้ คงไม่เร็วไปกว่านั้น
แม้ว่าเราอาจทำอะไรไม่ได้มากในกระบวนการปรับตัวของระบบการเมือง แต่เราพอทำอะไรได้บ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงความเลวร้ายของกระบวนการปรับตัว เช่นการปะทะกันจนนองเลือดเป็นต้น และในส่วนนี้แหละครับที่ผมมีข้อเสนอว่า สังคมไทยควรร่วมมือกันทำอะไรได้บ้าง
แต่พื้นที่ของผมหมดไปอีกแล้ว จึงขออภัยที่ต้องนำเสนอในครั้งต่อไป รวมทั้งขออภัย บ.ก.ด้วยที่กำลังทำให้มติชนกลายเป็นสกุลไทยไป
ที่มา www.sameskybooks.org
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
- พร้อมตายจึงพ้นตาย
- ศาลปกครองพิพากษาคดี ให้เทศบาลอุบลฯ คืนทางเท้าชาวบ้าน
- ภาคประชาชนกทม.ตั้ง “เครือข่ายพลเมืองเปลี่ยนกรุงเทพฯ” ตั้งเป้ามีส่วนร่วม-ติดตามตรวจสอบผู้ว่าฯ
- "สงขลาอควาเรียม" เล็งคืนทุน 240 ล. ใน 2 ปี
- บางกอกแอร์ชะลอซื้อฝูงบิน6พันล. หวั่นไฮซีซัน-Q1ปี"52ท่องเที่ยว-การบินเดี้ยงทั้งคู่
NathonCityเงื่อนไขในการใช้บริการ
เว็บไซท์เปิดให้ทุกท่านตั้งหัวข้อกระทู้ เพื่อสอบถามความคิดเห็น จากเพื่อนสมาชิกท่านอื่นมีเงื่อนไข คือ- เว็บบอร์ดมีการบันทึกข้อมูลผู้ใช้งาน มีระบบบันทึกไอพี ซึ่งสามารถสืบค้นไปยังผู้เขียนข้อความได้ กรุณาระมัดระวังในการเขียนข้อความซึ่งอาจก่อผลร้ายต่อตนเองและผู้อื่น
- กระทู้ที่สมาชิกตั้งหรือข้อความที่ท่านแสดงความคิดเห็น จะแสดงผลทันทีหลังการโพสต์ เว้นแต่ในกรณีที่มีความจำเป็น ข้อความที่โพสต์อาจจะไม่ขึ้นโดยอัตโนมัติ ( สมัครสมาชิกคลิกที่นี่ )
- ขอสมาชิกให้ความเคารพต่อสิทธิของผู้อื่นและตนเองในการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
- ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ หรือ สิ่งอื่นใดที่เขียนหรือนำเข้าโดยสมาชิกแต่ละท่าน เป็นการแสดงความคิดเห็นของท่านเหล่านั้น ไม่ใช่มุมมองและความคิดเห็นของเว็บนี้ ทางเว็บไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ กรุณาใช้วิจารณญาณและดุลยพินิจ
- หากเนื้อหา หรือ ข้อความใดๆ ที่ท่านคิดว่าไม่เหมาะสม ท่านสามารถแจ้งลบได้ ทางทีมงานจะพิจารณาเพื่อลบข้อความเหล่านั้น ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทางเว็บขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยตรวจสอบดูแล
- ผู้ดูแลเว็บไซท์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบข้อความใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความหายต่อบุคคลอื่น พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ท่านทราบ
เนื่องจากความคิดเห็นที่แสดงด้านบนถูกส่งขึ้นโดยอัตโนมัติจากผู้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เจ้าของเว็บไซท์ ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ หากข้อความในกระทู้ พาดพิงบุคคลอื่นในทางเสียหาย และหากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม โปรดแจ้งทีมงานโดยด่วน เพื่อดำเนินการต่อไป
แจ้งลบหัวข้อ