หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

จากสมาชิก

บทความจากสมาชิก

ทำไม ‘มหาดไทย’ ถึงหวงอำนาจ กับกรณีการเรียกร้อง พรบ.สภาองค์กรชุมชน

by ลูกลม » @June,13 2007 16.29 ( ip )

จาก ประชาไท (ออนไลน์)

ประชา  ธรรมดา





กล่าวอย่างสรุปรวบรัดได้ว่า นับตั้งแต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองและรวมศูนย์อำนาจของรัชกาลที่ 5 ได้ค่อนข้างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ เป็นผลให้หัวเมืองทั้งเหนือ กลาง ใต้ อีสานต่างๆ ถูกผนวกเข้าสู่ส่วนกลาง "สยาม" การครองอำนาจนำของ "ระบบราชการ" ก็ปรากฏขึ้น โดยส่วนกลางได้ส่งขุนนางเข้าปกครองหัวเมืองต่างๆ


ต่อมารัชกาลที่ 5 ได้จัดให้มี "กระทรวงมหาดไทย" เป็นกลไกหลักของรัฐด้านการปกครอง มีการปกครองส่วนภูมิภาค มีการปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปในยุคสมัยต่างๆ ตลอดทั้งมีการแต่งตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจากกระทรวงมหาดไทย จนต่อมากระแสกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมีความเข้มข้นขึ้น จึงมีการเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่น แต่อำนาจแท้จริงยังอยู่ที่มหาดไทย


ชุมชนท้องถิ่น องค์กรปกครองท้องถิ่นกับบทบาทการพัฒนา


บทบาทของรัฐไทย นอกจากการรวมศูนย์อำนาจการปกครองการบริหารเข้าสู่ส่วนกลางแล้ว ยังรวมศูนย์อำนาจทุกด้านด้วย อาทิเช่น การศึกษา วัฒนธรรม การศาสนา ฯลฯ ยังรวมศูนย์อำนาจด้านเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน


รัฐไทยได้มีนโยบายการพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย โดยใช้กลไกองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นจักรกลหนึ่ง นอกจากหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการขับเคลื่อนการพัฒนา ทั้งชี้แนะ ครอบงำ ให้กระทำเหมือนตัวอย่างกรณีผู้ใหญ่ลี ตีกลองประชุม หลังจากได้รับคำสั่งจากทางการ ให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดกับสุกร


อย่างไรก็ตาม บทบาทของ "ทุน" ก็ได้เข้ามีอิทธิพลควบคู่กับรัฐไทยในการพัฒนา ทั้งทุนท้องถิ่นทุนระดับชาติระดับสากลด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เป็นผลให้ชุมชนท้องถิ่นต้องปรับการผลิตจากยังชีพ สู่การผลิตเพื่อขายในระบบตลาดของทุน ใช้เทคโนโลยีที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น ผ่อนเบาแรงงานมากขึ้น แต่ทำการผลิตที่เข้มข้นขึ้น


ชุมชนท้องถิ่นนั้นได้ถูกระบบทุนนิยมแทรกแซง ทำให้ก่อเกิดความแตกต่างทางชนชั้นในชุมชนท้องถิ่นด้วย แต่ชีวิตของคนในชุมชนท้องถิ่นส่วนใหญ่กลับพบชะตากรรมที่ก่อปัญหาทุกข์ยากแบบใหม่เข้ามาทับถมมากยิ่งขึ้น ภายใต้กลไกตลาดที่ไม่เป็นธรรม เช่น เป็นหนี้สินในระบบและนอกระบบ สูญเสียที่ดินทำกิน ฯลฯ ล้มละลายกลายเป็น "แรงงานรับจ้าง" ทั้งในชุมชนท้องถิ่นและในเมือง


นอกจากนี้แล้ว รัฐไทยยังได้มีนโยบายรวมศูนย์อำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ออกกฎหมายเป็นอาญาสิทธิ์ มีนโยบายทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสินค้า ให้ความสำคัญกับระบบกรรมสิทธิ์ของรัฐและเอกชน ความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน มากกว่าจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสิทธิการใช้ของชุมชน หรือ "สิทธิชุมชน" ซึ่งเป็นการจงใจของรัฐไทยในสนับสนุนกลุ่มทุน (ไม่ว่าระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับสากล) เพื่อแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติจากชุมชนท้องถิ่น


กลุ่มอำนาจอิทธิพลท้องถิ่นและรัฐไทย


กล่าวโดยภาพรวมในปัจจุบันได้ว่า ผู้นำท้องถิ่นแบบทางการ ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่น ไม่ว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกองค์กรบริหารส่วนตำบล นายกเทศบาล ฯลฯ มักเป็น "ผู้มีอิทธิพลต่อชุมชนท้องถิ่น" เป็นคนร่ำรวยในชุมชนท้องถิ่น  


"ผู้มีอิทธิพลต่อชุมชนท้องถิ่น" มักกระทำตนเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูคนท้องถิ่นในด้านต่างๆ เช่น ให้กู้ยืมเงิน มีงานให้ทำ ฯลฯ มีทั้งพระเดชพระคุณท่ามกลางคนจนในชุมชนท้องถิ่น ที่ไร้องค์กรจัดตั้งที่เข้มแข็งไร้พลัง


การพัฒนาและการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติของกลุ่มทุนภายใต้การสนับสนุนของรัฐไทย มีการผันแปรตามยุคสมัยต่างๆ ในช่วงแรกอำนาจรัฐไทยถูกผูกขาดโดยราชการที่ทุนต้องสวามิภักดิ์เมื่อระบบขุนนางเป็นใหญ่ แต่การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่น และย่อมมีการต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่นเช่นกัน


ต่อมาโดยเฉพาะภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ชนชั้นนายทุนได้เข้าสู่อำนาจรัฐโดยตรง ผ่านการเลือกตั้งในระบบเสรีประชาธิปไตยรัฐสภา สังกัดพรรคการเมือง (ทุน)


"ผู้มีอิทธิพลต่อชุมชนท้องถิ่น" หลายคนได้ผันตัวเองสู่การเมืองระดับชาติ ทำให้แทนที่ "ผู้มากบารมี ผู้มีอิทธิพลต่อชุมชนท้องถิ่น" มิได้จะกระทำตนเดินตามคำสั่งราชการมหาดไทยเหมือนก่อน แต่พวกเขากลับต่อรอง เป็นอิสระจากราชการมากขึ้น ใกล้ชิดนักการเมือง พรรคการเมืองมากขึ้น


บางกรณีพวกเขาเป็นนักการเมืองเองโดยตรง และหรือเป็นหัวคะแนน และแน่นอนว่า เส้นทางเครือข่ายจึงโยงใยแน่นแฟ้นกับนักการเมืองพรรคการเมือง และนับวันถอยห่างจากราชการผู้คอยถ่วงการเติบโตของพวกเขา และมีไม่น้อยที่ข้าราชการกลับต้องสยบต่อพวกเขาเช่นกัน


แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังมีองค์กรปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้าน-กำนัน จำนวนไม่น้อยที่เชื่อฟังจงรักภักดีเคยชินกับการครอบงำของกระทรวงมหาดไทย อำนาจส่วนกลางและไม่สบอารมณ์กับนักการเมืองผู้มาจากการเลือกตั้ง


มหาดไทย สิงห์ผู้หวงแหนอำนาจ


สำหรับกระทรวงมหาดไทยแล้ว ก็ยังอาศัยกฎหมายในการครองอำนาจเหนือกลไกการปกครองท้องถิ่นแบบทางการอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แม้ว่าจะมีการเรียกร้องให้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนับหลายสิบปีแล้วก็ตาม


อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองบริหารท้องถิ่น ไม่ว่าองค์กรบริหารท้องถิ่น (อบต.) เทศบาล เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ฯลฯ เป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุน เพื่อลดอำนาจรัฐส่วนกลาง ขณะที่สภาพความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง องค์กรปกครองท้องถิ่นเองกลับถูกยึดครอง โดยกลุ่มอิทธิพลนักการเมืองเช่นกัน  


แต่ถึงกระนั้น การเรียกร้องให้มี "พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน" เพื่อเป็นองค์กรตรวจสอบองค์กรท้องถิ่นผู้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่น ก็ถูกขวางจากกระทรวงมหาดไทยด้วยเช่นกัน โดยอ้างว่าจะเป็นองค์กรที่ซ้อนทับองค์กรปกครองท้องถิ่นทำนองเดียวกับพ.ร.บ.ป่าชุมชนที่ถูกขัดขวางจากกรมป่าไม้


ยึดองค์กรปกครองท้องถิ่น และออกพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน


ในแง่องค์กรประชาชนคนจนแล้ว ควรมีท่าทีเช่นไร แน่นอนว่า การเรียกร้องให้มี "พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน" เป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุน เพื่อเป็นองค์กรตรวจสอบองค์กรปกครองท้องถิ่น ไม่ว่าราชการหรือนายทุนพรรคการเมืองครอบงำก็ตาม เนื่องจากองค์กรปกครองท้องถิ่นที่เห็นและเป็นอยู่โดยส่วนใหญ่นั้น ไม่ได้มีจุดยืนปกป้องคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนจนในท้องถิ่น ยังคงเป็นแขนขาส่วนหนึ่งของขบวนการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนท้องถิ่นด้วย    


ขณะเดียวกัน องค์กรประชาชนที่มีเครือข่าย กลุ่มปัญหา สมาชิกในพื้นที่ต่างๆ ต้องไม่เคลื่อนไหวเฉพาะประเด็น เฉพาะหน้า ระยะสั้น แต่ต้องมองทั้งองค์รวม ยกระดับจิตสำนึกทางการเมือง ปลดปล่อยจากความคิดแบบอุปถัมภ์จากทุกฝ่าย ฝึกฝนการทำงานกับผู้คนในชุมชนท้องถิ่นนอกกลุ่มตน สร้างการนำรวมหมู่ มิใช่วีรชนเอกชนที่ยึดโยงกับฐานชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ


และให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การยึดองค์กรปกครองท้องถิ่นด้วย เหมือนหลายประเทศแถบละตินอเมริกา เพราะเป็นที่การยึดอำนาจอย่างมีจุดยืน เพื่อคนส่วนใหญ่ของชุมชนท้องถิ่น เป็นสิ่งที่พึงกระทำยิ่ง เพื่อมิปล่อยให้เพียง "ผู้มีอิทธิพลต่อชุมชนท้องถิ่น" ที่สมคบกับราชการและนักการเมืองเท่านั้นเข้าสู่เวทีอำนาจ โดยที่องค์กรประชาชนได้แต่มองว่า อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งนั้นสกปรก ขณะที่อำนาจที่มาจากการแต่งตั้งก็ไม่เห็นหัวประชาชน


ท้ายสุด เมื่อองค์ประชาชนยึดองค์กรปกครองท้องถิ่นได้แล้ว ก็พร้อมสร้างการเมืองมิติใหม่ระดับท้องถิ่นให้มีสภาองค์กรชุมชนเพื่อตรวจสอบได้เช่นกัน มิใช่หวังเพียงตรวจสอบอำนาจแต่ไร้ซึ่งอำนาจจริงอันเป็นความหวังที่เลื่อนลอยเกินไป



                  **************************************************

ที่มา ประชาไท
Comment #1
Registered User
มีการตรวจสอบมั่งก็ดี....ถามจริงๆๆ ตอบจริงๆๆ...ตอนนี้มีใครรู้บ้างว่าแต่ละปีเทศบาลทำอะไรบ้าง...ที่ไหน...
Posted @June,14 2007 07.44 ip : 203...251
Comment #2
Registered User
แถลง“ ร่างพรบ. สภาองค์กรชุมชน”

ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมมือกับสมัชชาสภาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย และองค์กรสนับสนุนหลายหน่วยงาน พัฒนากรอบความคิด กฎหมายสภาองค์กรชุมชนมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 โดยเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างกว่า 20 เวทีทั่วประเทศ จนกระทั่งออกเป็นร่างพรบ.สภาองค์กรชุมชน และเสนอเข้าที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2550 แต่ถูกคัดค้านจากรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย จนต้องถอนเรื่องออกมาอีกครั้งหนึ่ง นั้น

   องค์กร 6 องค์กรที่มีรายชื่อข้างท้าย มีความเห็นว่าร่างพรบ.สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมในระดับพื้นฐานของสังคมการเมืองไทย ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้

      1.เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนในชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นตามความหลากหลายของวิถีชีวิตวัฒนธรรมภูมิปัญญาที่มีอยู่ในชุมชนท้องถิ่น โดยการมีส่วนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วนงานของรัฐในการกำหนดแผนการพัฒนาท้องถิ่น แผนการพัฒนาจังหวัด และแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจในระดับประเทศ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการติดตามการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐในทุกระดับด้วย


     2.เป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและสังคมโดยรวม มุ่งเน้นที่การระดมพลังปัญญาให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการตนเอง สร้างภูมิคุ้มกันผลกระทบที่มีต่อวิถีชีวิตชุมชนมากกว่าตามแก้ปัญญา
           

                 3.เป็นการเสริมสร้างกระบวนการทำงานเชื่อมโยงกันระหว่างองค์กรปกกครองส่วนท้องถิ่นกับองค์กรทางสังคมให้ทำงานหนุนเสริมซึ่งกันและกันในการพัฒนาท้องถิ่น เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งที่อาจเกิดจากการเลือกตั้ง การสังกัดคนละหน่วยงานของรัฐ แต่เป็นการระดมพลังทุกฝ่ายให้มาทำงานร่วมกันบนฐานของศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีแต่ละท้องถิ่น  

       
องค์กรทั้งหกองค์กรดังกล่าว  จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพรบ.สภาองค์กรชุมชนโดยด่วน เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติให้พิจารณาต่อไป                        



                                          แถลง ณ วันที่ 13 มิถุนายน 2550

 สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)  

 มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)             มูลนิธิชุมชนไท  

 มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)            วิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.)
Posted @June,14 2007 08.02 ip : 203...251

แสดงความคิดเห็น

ขณะนี้เว็บไซท์ได้ทำการติดตั้ง ระบบป้องกันข้อความอันไม่พึงปรารถนา แบบอัตโนมัติ (Automatic Spam Messege Fillter) ซึ่งอาจจะส่งผลให้การบันทึกความคิดเห็น ในบางกรณีเกิดความผิดพลาดได้ ถ้าหากระบบปฏิเสธ การแสดงความคิดเห็นของท่าน ขอให้ท่านลองส่งใหม่อีกครั้ง ถ้าหากข้อความข้อท่าน ไม่ใช่ข้อความอันไม่พึงปรารถนา ก็จะสามารถส่งได้เป็นปกติ

กรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิก กรณีที่ท่านเป็นสมาชิก
ชื่อผู้ตั้งหัวข้อ  ! username
อี-เมล์ password
ข้อความ :: !