จากสมาชิก
ชวนอ่าน " MIMIC เลียนแบบทำไม ? "
โดย . . . ยามเย็น
เราคงคุ้นเคยกับทฤษฎีการเลียนแบบพรางตัวของสัตว์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ทั้งเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยจากผู้ล่า หรือเพื่อความสะดวกในการหาอาหารกันมาพอสมควร แต่ใครจะนึกว่ามีความลึกล้ำพิสดารอยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับเรื่องการ "เลียนแบบ" ทั้งในด้านวิธีการหรือรูปแบบการลอกเลียน ไปจนถึงทฤษฎีหรือคำอธิบายที่จะพยายามทำความเข้าใจพฤติกรรมเหล่านั้น
ลองดูเรื่องหนอนของด้วง blister เป็นตัวอย่าง
เมื่อหนอนของด้วง blister ฟักออกจากไข่ มันก็จะไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อประกอบร่างเป็นผึ้ง แถมยังปล่อยกลิ่นซึ่งคล้ายกับกลิ่นของผึ้งตัวเมีย ในจังหวะที่ผึ้งหนุ่มผู้หลงผิดขึ้นขี่เข้าผสมพันธุ์กับผึ้งปลอม เหล่าหนอนที่รวมตัวเป็นผึ้งก็จะสลายตัวขึ้นเกาะผึ้งตัวผู้ เจ้าตัวผู้ก็คงงง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นได้แต่บินจากไปหาตัวเมียจริง ๆ เพื่อผสมพันธุ์ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นเจ้าหนอนที่แอบอยู่บนตัวผู้ก็จะย้ายไปอยู่บนตัวเมียแทน พอตัวเมียบินกลับรัง เจ้าหนอนพวกนี้ก็ย้ายไปอยู่ในรังเสียเลย กินตัวอ่อนของผึ้งจนหมด แถมยังปลอมตัวให้ผึ้งเลี้ยงดูจนตัวเองเติบใหญ่เข้าดักแด้ฟักตัวเป็นด้วงบินจากไป
หรือจะลองดูอีกเรื่อง ซึ่งผมว่าเป็นทฤษฎีที่พิลึกพิลั่นมากในการพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างตูดและนม พร้อมกับการอธิบายว่าเหตุใดทั้งตูดและนมถึงได้มีแรงดึงดูดต่อเพศผู้ถึงขนาดนั้น
เรื่องนี้มีหลักฐานให้สืบสาว ถ้าคุณ ๆ เคยดูรายการสารคดีสัตว์โลก คงจะเคยเห็นลิงบางชนิดที่ตัวเมียจะมีก้นแดงบวมเป่งในระยะติดสัด อันนี้เขาอธิบายว่า เป็นการโฆษณาและดึงดูดตัวผู้ว่า "ฉันพร้อมแล้วนะ" ซึ่งการใช้ก้นเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ถือว่าเป็นการเลือกใช้สื่อที่มีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะ ลิงเดินสี่เท้าและเวลาชูรักชูรส ก็ใช้ท่าเข้าข้างหลังเป็นมาตรฐาน ดังนั้นก้นจึงเป็นสื่อที่ตรงสายตาลูกค้า (ลิงตัวผู้) ที่สุด
ถ้าก้นบวมในระยะเวลาติดสัดถือเป็นการสร้างแรงดึงดูดทางเพศ แล้วทำไมก้นของผู้หญิงถึงได้บวมเป่งตลอดเวลา ไม่บวมเฉพาะเวลาตกไข่เหมือนลิง
เรื่องนี้ก็มีคำอธิบายอีกเหมือนกัน เขาว่า "เป็นวิวัฒนาการของผู้หญิงเพื่อที่จะซ่อนไม่ให้ผู้ชายรู้ว่าตัวเองตกไข่วันไหน จะได้สนใจอยู่ดูแลเธอใกล้ชิดตลอด" ถ้าก้นของผู้หญิงยุบหนอพองหนอตามรอบของการตกไข่ ผู้ชายก็อาจจะสนใจ ดูแลผู้หญิงเฉพาะช่วงนั้นของเดือน เรียกว่าไม่เสมอต้นเสมอปลาย
แล้วนมละ ทำไมต้องตั้งเต้าขนาดนั้น จะอ้างว่าเอาไว้เลี้ยงลูกก็ไม่น่าใช่ เพราะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นก็ไม่เห็นมีใครเป็นอย่างคน แล้วถ้าใช้เลี้ยงลูกจริง 'ทำไมมันถึงไม่ขึ้นมาเฉพาะตอนที่ผู้หญิงเพิ่งคลอดลูกล่ะ? ผู้หญิงที่ไม่ได้ท้องจะแบกไปทำไมให้หนักอกหนักใจกันเปล่า ๆ ?"
เขาว่า มีลิงชนิดหนึ่งซึ่งนอกจากก้นแดงเวลาเป็นสัดแล้ว หน้าอกก็แดงด้วย ซึ่งพฤติกรรมของลิงชนิดนี้จะใช้เวลานั่งเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงไม่ค่อยได้โชว์ก้น พอเวลาผ่านไป วิวัฒนาการก็เลยทำให้หน้าอกค่อย ๆ เปลี่ยนรูปร่างไปคล้ายก้น เพื่อจะได้มีสื่อโฆษณาที่ใช้ได้ผล คือ มีทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ไม่ว่าจะนั่งหรือยืนตัวผู้ก็เห็นได้หมด
คนก็คงไม่ต่างกัน เดิมเดินสี่ขา นานเข้ากลายเป็นสองขา การสื่อสารสัมพันธ์กับคนอื่นเปลี่ยนเป็นแบบประจันหน้ากันมากขึ้น ในที่สุด "ด้านหน้าของผู้หญิงก็ค่อย ๆ เริ่มวิวัฒนาการ mimic ด้านหลังของตัวเอง ก๊อปปี้เอาสิ่งเร้าทางเพศดั้งเดิมอย่างก้นมาโปะไว้เป็นนมอยู่ด้านหน้า" ดังนั้นการที่ "ผู้ชายชอบนมก็เพราะมันเลียนแบบตูด ผู้ชายชอบตูดก็เพราะมันเลียนแบบลักษณะทางเพศของเพศเมียที่กำลังติดสัดพร้อมผสมพันธุ์"
ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงหนึ่งในเรื่องราวมากมายของธรรมชาติ ที่แทนไท ประเสริฐกุล ยกมาเล่าประกอบเพื่อให้เราเห็นภาพบางด้านของวิวัฒนาการที่มีผลต่อรูปแบบและการดำรงชีวิตของสัตว์และพืชในปัจจุบัน "MIMIC เลียนแบบทำไม ?" เป็นหนังสืออ่านสนุก ภาพประกอบหลายร้อยภาพ (รวมถึงก้นและนม) ที่ผู้เขียนรวบรวมจากอินเตอร์เนท เผยให้เห็นการ "เลียนแบบ" ในลักษณะและรูปแบบต่าง ๆ พร้อมกับการอธิบายความเป็นมาและเป็นไปของการเลียนแบบนั้น ๆ ด้วยอารมณ์สนุกสนาน บางเรื่องราวแปลกเสียจนเรียกได้ว่ามหัศจรรย์ ซึ่งผู้เขียนได้ย้ำเตือนบ่อย ๆ ในหนังสือว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องราวของธรรมชาติและวิวัฒนาการ เกิดขึ้นโดยมิได้มีเจตนาใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีเรื่องของความผิดถูกชั่วดีเข้าไปเกี่ยวข้อง อ่านแล้วก็อย่าเอาตัวเองไปตัดสิน
ลองหามาอ่านดู แล้วจะพบว่านอกจากเรื่องตูดและนมแล้ว ผู้เขียนยังโยงต่อไปไขปริศนาเรื่องริมฝีปากอีก . . . คุณพระช่วยจริง ๆ ครับ
"MIMIC เลียนแบบทำไม ?" โดย แทนไท ประเสริฐกุล ร้านหนังสือ หรือ www.onopenbooks.com ( จาก 185 เหลือ 155 )
ฉัตรชัย
แทนไท
ฉัตรชัย
monsoon
แจ้งลบหัวข้อ



