จากสมาชิก
ชวนอ่าน "ที่เกิดเหตุ" หนึ่งในหนังสือเพื่อหวังจะเข้าใจใน "เหตุที่เกิด"
โดย...ยามเย็น
เห็นครั้งแรก นึกว่า "ที่เกิดเหตุ" จะเป็นหนังสือที่รวมบทพูดคุย สัมภาษณ์ กับผู้คนในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบตรงๆ จากเหตุการณ์ ก็อยากอ่านอยู่นั่นแหละ แต่ตอนนั้นคิดว่ามีเล่มอื่นที่น่าอ่านกว่าเลยไม่ได้ซื้อในทันที แม้ว่าชื่อของวรพจน์ พันธุ์พงศ์ คนเขียนที่เคยอ่านงานของเขาอยู่สองสามเล่ม จะช่วยรับประกันความน่าอ่านอยู่
แต่พอได้อ่านไปครึ่งเล่ม ก็รู้ว่าเข้าใจผิดไปถนัด
หนังสือเล่าถึงเรื่องราวของผู้ที่ได้รับผลกระทบ "ตรงๆ" จากเหตุการณ์จริง แต่เป็นผลกระทบ "ตรงๆ" ในความหมายที่กว้างกว่าที่คิด คือ ไม่ได้มีเฉพาะข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ( ที่เขียนในลักษณะของการเล่าเรื่อง ) ของตัวละครหลัก ไม่ว่าจะเป็น ทหาร ครู พระ โต๊ะอิหม่าน หรือ ผู้ที่ตัวเองหรือสมาชิกในครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากความรุนแรงเท่านั้น แต่ยังมีมุมมองจากตัวละครอื่นๆ ที่อาจไม่ได้โดนระเบิด หรือกระสุนปืนโดยตรง แต่เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ใน "ที่เกิดเหตุ"
เช่น เรื่องราวของครูสมบัติ ชายหนุ่มนักดนตรีที่ปกติมีชีวิตคู่กับเหล้าและกลางคืน พร้อมที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อหญิงที่ตนรัก ถึงขั้น "สละศาสนา ต้องเปลี่ยนศาสดา" และโดนแม่ยื่นคำขาด ประกาศตัดสายเลือดจนไม่พูดคุยด้วยอยู่นาน แค่ในเวลาไม่ถึงสิบปี เขาตอบคำถาม "การตัดสินใจเปลี่ยนศาสนามีข้อเสียบ้างไหม" ว่า "นึกไม่ออก เพราะชีวิตเปลี่ยนแปลงมาสู่สิ่งที่ดีจริงๆ ไม่รุ่มร้อน ไม่วุ่นวาย คนแวดล้อมทุกคนเห็นดีเห็นงามกับอิสลามวิถี"
หรือ เรื่องของรอยะลี อารง หนุ่มนักกีต้าร์ชาวนราธิวาส ที่ไปใช้ชีวิตเล่นดนตรีอยู่ที่กรุงเทพร่วมสิบปี ก่อนที่จะตัดสินใจกลับบ้านและพบคู่หูดูโอที่เข้าขากัน เขาเล่นดนตรีด้วยกันที่ร้านในเมือง ก่อนที่จะมีเจ้าของรีสอร์ทที่เขาหลักมาพบและเฝ้าชวนให้เป็นเล่นที่นั่น พาไปดูรีสอร์ทอยู่ 3-4 ครั้ง ในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจไปที่นั่น "เดินทางไปถึงวันศุกร์ คืนวันเสาร์ซ้อม พอเช้าวันอาทิตย์ สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น" เขารอดจากคลื่นยักษ์พร้อมรอยแผลเป็นบาดลึกเห็นชัดเจนที่แขนขวา และอีกหนึ่งแผลใหญ่ที่หลบเร้นในหัวใจ...เพื่อนของเขาไม่ได้กลับมา
หรือ เรื่องของอับดุลอาซิ ซอดิส โต๊ะอิหม่านที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน เมื่อมีข่าวว่าชื่อของเขาเป็นหนึ่งในบัญชีหมายจับ เขาก็ไปพบเจ้าหน้าที่แสดงเจตนามอบตัว แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธ แล้ววันหนึ่งเขาก็โดนเจ้าหน้าที่จับ แม้จะแค่ 20 วันในคุก แต่เขาบอกว่า "ตอนนี้ยังไม่หายโกรธ" 20 วันอาจดูไม่นาน แต่ระหว่างนั้นลูกเมียเขาใครจะดูแล และถ้าไม่ใช่แค่การพรากเสรีภาพไปชั่วคราวแต่เป็นการพรากชีวิตไปถาวรโดยที่เขาไม่มีความผิด ครอบครัวเขาจะเป็นอย่างไร ไม่มีคำอธิบายที่ดีพอจากเจ้าหน้าที่ว่าทำไมต้องขังเขานานถึงขนาดนั้น เช่นเดียวกับไม่มีคำอธิบายที่ดีพอกับกรณีอื่นๆ ที่ชาวบ้านสงสัย และที่สำคัญ "ถ้าไม่แก้ความรุนแรงด้วยความยุติธรรม ก็อย่าหวังว่าจะหยุดความรุนแรงนั้นได้"
หรือ เรื่องราวของ พ.ท. ชาคริต อุจะรัตนะ ที่บอกว่าสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องหาคำตอบ คือ "ทำไมชาวบ้านถึงเกลียดเรา" และคิดว่า "เรื่องใหญ่และแหลมคมขนาดนี้ต้องมองอะไรยาวๆ และใจเย็น" การรบครั้งนี้มีอยู่ 2 สมรภูมิ คือ "สงครามทางจิตใจ ปรับทัศนคติ นี่เป็นประเด็นหลัก รองมาคือความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน" สงครามทางจิตใจที่เขาพูดถึงเข้าใจได้ไม่ยากเมื่อเขายกตัวอย่าง "เรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง" สมมติว่าจะมีการแจกจักรยานเด็ก 10 คัน และด้วยเหตุผลและความเหมาะสม บังเอิญเด็กที่ได้รับแจก คือ ชาวพุทธทั้งหมด จาก "เรื่องไม่เป็นเรื่อง" ก็จะเป็นเรื่องขึ้นมาทันที
ยังมีอีกหลายเรื่องใน "ที่เกิดเหตุ" อ่านแล้วก็เหมือนจะเตือนให้เรานึกได้ว่าใน "ที่เกิดเหตุ" ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากอยู่ที่นั่นซึ่งแต่ละคนก็มีชีวิตแตกต่างกันไป ถึงจะไม่สามารถทำให้รู้ถึง "เหตุที่เกิด" ก็คงพอที่จะเพิ่มมุมมองต่อปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ได้บ้าง ที่สำคัญภาพประกอบที่ถ่ายโดย ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ เห็นแล้วโดนน่าดู ยิ่งรู้ว่าคนถ่ายตั้งใจและหลงใหลการถ่ายรูปขาวดำ ทำให้รูปประกอบในเล่มนี้เด่นพอๆ เรื่องราว
หวังว่าวันหนึ่งคงมีโอกาสได้เห็นรูปที่ไม่ได้ตีพิมพ์และอ่านเรื่องที่ไม่ได้เลือกมาเล่าของทั้งคู่
สนใจลองหามาอ่าน ถ้ารีบก็ร้านหนังสือ ไม่รีบก็ไปที่ www.onopenbooks.com จาก 195 เหลือ 165 ( สั่งเล่มเดียวซื้อที่ร้านน่าจะถูกกว่า เพราะค่าโอนเงินก็ปาไป 30 บาทแล้ว )

แจ้งลบหัวข้อ



