หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

  • Samui Low Carbon Week 2014

เก็บเรื่องมาฝาก

ตามทฤษฎี"วอลดอร์ฟ"เข้า"ปัญโญทัย" โรงเรียนทางเลือก-ห้องเรียนมีชีวิต

by NathonCity @May,18 2007 17.09 ( IP : 222...132 ) | Tags : เก็บเรื่องมาฝาก

จาก ข่าวสด (ออนไลน์) วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 17 ฉบับที่ 6014 รายงานการศึกษา โดย ปฤษณา กองวงค์




ในโลกของการเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัด โรงเรียนทางเลือกเป็นอีกทางหนึ่งให้ผู้ปกครองเลือกจูงบุตรหลานเข้าสู่โลกการเรียนรู้ที่กว้างขวางอยู่ข้างหน้า โรงเรียนปัญโญทัย ที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี 2542 เป็นหนึ่งในโรงเรียนทางเลือกที่ปัจจุบันอยู่ในความสนใจของผู้ปกครอง


ด้วยทฤษฎีการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ ของรูดอล์ฟ สไตเนอร์ ซึ่งเป็นแนวทางการศึกษาแบบทางเลือก เน้นจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ โดยทุกวิชาความงามของศิลปะแทรกซ่อนอยู่ ผ่านการเรียนรู้ธรรมชาติ ให้นักเรียนมีพัฒนาการแข่งกับตัวเอง


จากหมู่บ้านนภาลัย ถนนสุขุมวิท-บางนา โรงเรียนปัญโญทัยย้ายบ้านใหม่ไปอยู่ซอยพรพระร่วงประสิทธิ์ เขตสายไหม กรุงเทพฯ เป็นโรงเรียนที่ไม่ได้มีตึกสูงๆ หรือบันไดชันๆ ให้เกาะราวขึ้น แต่เป็นอาคารชั้นเดียวสีเหลืองอ่อน 3 หลัง แต่ละชั้นมีห้องกว้างสีสดใส แบ่งตามช่วงชั้น ชมพู ฟ้า เขียว ม่วง ขณะที่ห้องอนุบาลมีห้องน้ำและห้องอาบน้ำในตัว มีห้องสมุด ห้องแล็บ ห้องหัตถกรรม ในสภาพแวดล้อมร่มรื่น


น.พ.พร พันธุ์โอสถ หรือ หมอพร คณะกรรมการดำเนินงาน โรงเรียนปัญโญทัย กล่าวว่า "ผมคิดว่าโรงเรียนของเราเติบโตขึ้น เพราะผู้ปกครองบอกกันปากต่อปาก ไม่ได้มีโฆษณาประชาสัมพันธ์ หากผู้ปกครองใหม่ๆ ที่ไม่มั่นใจ ผู้ปกครองเก่าๆ ก็ให้คำรับรองสนับสนุนเพื่อลูกๆ ของทุกคน เพื่อเด็กไทยได้เข้ามาเรียน และรู้สึกดีที่ความพยายามของทุกคนกลายเป็นรูปธรรม เป็นบทเรียนใหม่ให้พ่อแม่เห็นสิ่งดีๆ ที่ทำได้ แทนที่จะรอพึ่งรัฐ เพื่อจะให้การศึกษาแก่ลูก


"โรงเรียนมีนักเรียน 200 คน ครู 20 คน ปีนี้เปิดถึงชั้นม.4 เพราะพยายามให้ความสำคัญกับคุณภาพ จึงต้องการบ่มเพาะ ครูก็หาไม่ได้ง่ายที่จะเข้าใจหลักสูตร เราจึงไม่ได้รีบร้อน ส่วนห้องเรียนที่มีหลากสีนั้น มองว่าเป็นสิ่งที่ดี เด็กแต่ละชั้นมีคุณลักษณะต่างกัน ห้องเรียนต้องเอื้ออำนวยต่อการศึกษา เด็กไม่ใช่แค่มานั่งรับข้อมูล แต่มาเติบใหญ่ ทางกาย ใจ สติปัญญา ห้องต่างๆ จึงต้องเอื้อต่อความเติบโตในทุกวัน


"เมื่อการศึกษามีชีวิต ห้องเรียนก็ต้องทำให้มีชีวิต"


นางณิภาพร ปั้นเฉย มารดาน้องต๋าวว๋าววี่-ด.ญ.ศุภราภรณ์ วัย 7 ขวบ เผยเหตุผลที่เลือกโรงเรียนนี้ให้ลูกสาวว่า เป็นชีวิตง่ายๆ ที่หาไม่ได้ในสังคม เคยเข้าโรงเรียนปกติที่ห้วยขวาง ซึ่งรู้สึกเหนื่อยที่โรงเรียนป้อนความรู้ให้มากๆ ถึงสอนมากก็รับไม่ได้เท่ากับที่สอน เด็กก็มีมาก 50-60 คน แต่ที่นี่สอนน้อย ไม่กวดวิชาเกินความจำเป็นของอายุ คงจะได้เท่ากัน ไม่ต้องแข่งขัน ไม่ต้องเตรียมสอบเข้าตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาล และเห็นว่าลูกดูมีความสุขมากกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน มองอะไรได้กว้างและละเอียดมากกว่า


ด้าน นางภีภัทร กฤดาภรณ์ คุณแม่น้องปัญญาปกรณ์ ชั้นป.1 อายุ 6 ปี เล่าว่า ชอบนโยบายและแนวทางการสอนของหมอพรที่เน้นว่าการเรียนรู้ของมนุษย์เริ่มที่จิตใจ จากภายในสู่ภายนอก พัฒนาจิตวิญญาณก่อน จะเน้นวิชาการเพียงอย่างเดียวไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้คาดหวังอะไร เพราะวันข้างหน้าคาดเดาไม่ได้ แต่ขอให้ลูกมีความสุขกับการเรียนรู้ทุกวัน


"รู้สึกสงสารเด็กที่เรียนในระบบ เพราะยังไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ผู้ใหญ่ป้อนให้ เช่น คอมพิวเตอร์ ซึ่งเหมาะกับเด็กมหาวิทยาลัย เด็กโต แต่เด็กต้องใช้คอมฯ ตั้งแต่อนุบาล ซึ่งเป็นการทำลายความคิดสร้างสรรค์ ทำลายจินตนาการ และด้วยระบบที่แข่งขันกันมาก ทำให้สภาพจิตใจเด็กอยู่ในภาวะกดดัน เด็กเครียด เด็กจบมากแต่เข้ามหาวิทยาลัยน้อย ด้วยการดีไซน์ไม่เหมาะสม น่าจะไปใช้กับเครื่องจักรมากกว่า"


ขณะที่ นายอัมวิน วัณโณภาส เล่าว่า แต่ก่อนลูกทั้ง 2 คนเรียนอยู่ในระบบการศึกษาแบบปกติ หลังเข้าป.1 และป.2 พบว่าจากที่เคยสดใส กลายเป็นเฉาลง ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่มีชีวิตชีวา เดินคอตกทุกวัน ทีแรกคิดว่าแบกกระเป๋าหนัก จึงใส่ล้อลาก จากนั้นได้สอนการบ้านลูกซึ่งเป็นเด็กป.2 โดยที่ตนไม่สามารถคิดเลขในใจได้ เพราะยากเกินไป และเรียนเยอะ สอบถามพบว่าโรงเรียนต้องการคัดเด็กไปแข่งขันโอลิมปิก ทำให้ฉุกคิด ไม่เห็นด้วยกับการเร่งเด็ก นอกจากนี้ เด็กต้องเรียนคอมพิวเตอร์ในวัยที่เล็กเกินไป ซึ่ง 90 เปอร์เซ็นต์ของโรงเรียนในกรุงเทพฯ เป็นแบบนี้


เพื่อนแนะนำให้มาที่โรงเรียนนี้ เมื่อก้าวเข้ามาเริ่มไม่มั่นใจ ขอดูหลักสูตรก่อน คำตอบคือไม่มี แต่สังเกตพบว่ามีเด็กเล็กคนหนึ่งร้องไห้อยู่ใต้ต้นไม้ มีเพื่อนด้วยกันประคองเข้าห้องเรียน เป็นความอบอุ่น ความเอื้ออาทร ถ้าเป็นที่อื่นต้องเป็นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นภาพชินตา จากนั้นกลับมาอีกครั้งพร้อมภรรยาเพื่อขอนั่งเรียนด้วย


ในห้องมีนักเรียน 10 คน นั่งสองแถว แถวละ 5 คน ครูที่นี่แต่งกายสุภาพ ไม่ใช่วัตถุนิยม ดูแล้วสบายๆ ขณะเดียวกัน มีครูยืนหน้าห้องกอดเด็กทุกคน และพนมมือไหว้ส่งเสียงทักทาย สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ ซึ่งครูบอกว่าเป็นการเช็กความพร้อมของเด็ก แต่ผมมองว่าเป็นความอบอุ่นของครูและเด็ก หากเด็กเกลียดครู การอบรม และการศึกษาคงไม่ประสบความสำเร็จ


นายอัมวิน กล่าวต่อว่า วันนั้นคำพูดว่า "จากหยดน้ำ รวมกันเป็นหนองน้ำ กลายเป็นมหาสมุทรที่ยิ่งใหญ่ จากผงธุลี รวมกันเป็นดินแดนที่ยิ่งใหญ่ฯ..." เหมือนปลูกฝังให้รู้จักสามัคคีตั้งแต่เล็กๆ และในวิชาคณิตศาสตร์มีการท่องสูตรคูณ ครูได้ร่างปากกาวาดเป็นดอกไม้ เป็นรูปเรขาคณิตต่อกันไปเรื่อยๆ จากนั้นทำเป็นสูตรคูณถอยหลังกลับและไม่ได้หยุดถึงแม่ 12 แต่ไปถึงแม่ 13-103 ซึ่งมันทะลุกรอบออกไปเลย


"ใช่เลย พบว่ามันสนุก ไม่ต้องการเร่งให้เด็กเข้าใจชีวิต แต่รู้จักเรียนรู้ชีวิตวัยเด็ก ซึ่งต้องปลูกฝังให้มีจินตนาการ"


หน้า 24


ที่มา ข่าวสด (ออนไลน์)

Comment #1
ต้นพร้าว
Posted @May,20 2007 18.09 ip : 203...245

จะเลือกได้ก็ต้องมีทางเลือก

อยู่สมุยบ้านเราก็ต้องทนๆกันไป